แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Network Guide แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Network Guide แสดงบทความทั้งหมด

Port คืออะไร

Port คืออะไร?
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคลแบบ TCP/IP จะมีหมายเลขประจำเครื่องที่เรียกว่า IP Address และเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องต้องการรับ-ส่งข้อมูลบนระบบเครือ ข่ายผ่านโปรแกรมต่างๆก็จะต้องมีช่องทางในการรับ-ส่งข้อมูลซึ่งช่องทางเหล่า นั้นจะถูกเรียกว่า Port โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องก็สามารถมีช่องทางสำหรับการรับ-ส่งข้อมูล (Port) ได้หลายช่องทาง (หลาย Port) โดยที่แต่ละช่องทางก็จะมีหมายเลขประจำของตัวเองซึ่งเรียกว่า Port No. โดยที่การรับ-ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่ายจึงมีชุดหมายเลขอยู่ 2 ชุด ซึ่งจะถูกใช้ในการกำหนดเส้นทางการเดินทางรับ-ส่งข้อมูล คือ
  1. IP Address - หมายเลขประจำเครื่อง (รับ-ส่งข้อมูลมาจากและไปยงเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใด)
  2. Port No. - หมายเลขประจำพอร์ต (ผ่านทางช่องทางไหน)
ทั้งนี้ IP Address และ Port No. จะมีลักษณะเป็นหมายเลขเฉพาะที่ไม่สามารถใช้ซ้ำกันได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/556-port.html



รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สาย

Multiple access points and roaming
  • โดยทั่วไปแล้วการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคาร และ 1000 ฟุต ภายนอกอาคาร
  • หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้าง มากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน จะต้องมีการเพิ่มจุดการติดตั้ง AP ให้มากขึ้น เพื่อให้การรับส่งสัญญาณในบริเวณของเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง




Use of an Extension Point
  • กรณีที่โครงสร้างของสถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหาผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้ Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สาย เป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ



The Use of Directional Antennas
  • ระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่างกัน


















ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/553-wirelessconnection.html



































































ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN)


ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1971 บนเกาะฮาวาย โดยโปรเจกต์ ของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่ชื่อว่า “ALOHNET” ขณะนั้นลักษณะการส่งข้อมูลเป็นแบบ Bi-directional ส่งไป-กลับง่ายๆ ผ่านคลื่นวิทยุ สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ 4 เกาะโดยรอบ และมีศูนย์กลางการเชื่อมต่ออยู่ที่เกาะๆหนึ่ง ที่ชื่อว่า Oahu
ระบบเครือข่ายไร้สาย ( WLAN = Wireless Local Area Network) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีความคล่องตัวมาก ซึ่งอาจจะนำมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มต่อกับระบบเครือข่ายแลนใช้สายแบบดั้งเดิม โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุในย่านวิทยุ RF และ คลื่นอินฟราเรด ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ผ่านอากาศ, ทะลุกำแพง, เพดานหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยปราศจากความต้องการของการเดินสาย นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังมีคุณสมบัติครอบคลุมทุกอย่างเหมือนกับระบบ LAN แบบใช้สาย
ที่สำคัญก็คือ การที่มันไม่ต้องใช้สายทำให้การเคลื่อนย้ายการใช้งานทำได้โดยสะดวก ไม่เหมือนระบบ LAN แบบใช้สาย ที่ต้องใช้เวลาและการลงทุนในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์




 ประโยชน์ของระบบเครือข่ายไร้สาย
  • mobility improves productivity & service มีความคล่องตัวสูง ดังนั้นไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปที่ไหน หรือเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปตำแหน่งใด ก็ยังมีการเชื่อมต่อ กับเครือข่ายตลอดเวลา ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะการส่งข้อมูล
  • installation speed and simplicity สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสายเคเบิล และไม่รกรุงรัง
  • installation flexibility สามารถขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย เพราะเพียงแค่มี พีซีการ์ดมาต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊ค หรือพีซี ก็เข้าสู่เครือข่ายได้ทันที
  • reduced cost- of-ownership ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม ที่ผู้ลงทุนต้องลงทุน ซึ่งมีราคาสูง เพราะในระยะยาวแล้ว ระบบเครือข่ายไร้สายไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษา และการขยายเครือข่ายก็ลงทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า เนื่องด้วยความง่ายในการติดตั้ง
  • scalability เครือข่ายไร้สายทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถโยกย้ายตำแหน่งการใช้งาน โดยเฉพาะระบบที่มีการเชื่อมระหว่างจุดต่อจุด เช่น ระหว่างตึก




ประเภทของระบบเครือข่ายไร้สาย
  • แบบ Peer-to-peer ( Ad hoc Mode )
    • รูปแบบการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นลักษณะ การเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter cards โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบใช้สายเลย โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทำงานของตนเองได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้ เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานเพื่อจุดประสงค์ในด้านความรวดเร็วหรือติดตั้งได้โดยง่ายเมื่อไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ ยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม, หรือการประชุมที่จัดขึ้นนอกสถานที่
      2.2 Client/server (Infrastructure mode)






แบบ Client/Server (Infrastructure Mode)
  • เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือ “Hot spot” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client)
  • กระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ รับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรัศมีของ AP จะกลายเป็นเครือข่ายกลุ่มเดียวกันทันที โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถติดต่อกัน หรือติดต่อกับ Server เพื่อแลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลได้ โดยต้องติดต่อผ่าน AP เท่านั้น
  • AP 1 จุด สามารถให้บริการเครื่องลูกข่ายได้ถึง 15-50 อุปกรณ์ ของเครื่องลูกข่าย
  • เหมาะสำหรับการนำไปขยายเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบใช้สายเดิมในออฟฟิต, ห้องสมุด หรือในห้องประชุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น












 ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/73-wirelesslan.html

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (LAN Topology)



เราสามารถแบ่งรูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 4 รูปแบบ หลักๆ ได้แก่
  • แบบ BUS
  • แบบ Ring
  • แบบ Star
  • แบบ Hybrid
โดยมีรายละเอียดการเชื่อมต่อในแบบต่างๆดังนี้





แบบ BUS
  • จะมีสายสัญญาณหลัก 1 เส้น
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั้งที่เป็นแม่ข่ายและลูกข่ายจะต้องเชื่อมต่อกับสายเคเบิ้ลหลักเส้นนี้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็น Node เมื่อเครื่องลูกข่ายเครื่องที่หนึ่ง (Node A) ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่องลูกข่ายเครื่องที่สอง (Node C) จะต้องส่งข้อมูล และแอดเดรสของ Node C ลงไปบนบัสสายเคเบิ้ลนี้ เมื่อเครื่องลูกข่ายเครื่องที่สอง (Node C) ได้รับข้อมูลแล้วจะนำข้อมูลไปใช้งานต่อตามต้องการ




แบบ Ring
  • การเชื่อมต่อแบบวงแหวน
  • เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งวนจนครบเป็นวงจร
  • ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งไปอีกครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง
  • ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
  • ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก
  • เป็นเครื่องข่ายแบบ Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ






แบบ Star
  • การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้จะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อผ่าน Hub
  • สายเคเบิ้ลที่ใช้ส่วนมากจะเป้น UTP และ Fiber Optic
  • ในการส่งข้อมูล Hub จะเป็นเสมือนตัวทวนสัญญาณ (Repeater)
  • ปัจจุบันมักใช้ Switch เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อแทน Hub เนื่องจากมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่า






แบบ Hybrid  
  • เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
  • เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
  • ระบบ Hybrid Network นี้จะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical หรือ Tre ที่มีลำดับชั้นในการทำงาน
 




ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/552-lantopology.html































































































































ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์



"ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์" หรือ "ระบบเน็ตเวิร์ก" คือ การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันได้"



ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งานระบบเครือข่าย เช่น
  • การใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น
    • เครื่องพิมพ์
    • อินเตอร์เน็ต
    • อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
  • การแชร์ไฟล์ - เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกติดตั้งเป็นระบบเน็ตเวิร์กแล้วการใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกัน หรือการแลกเปลี่ยนไฟล์จะสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องใช้ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลใดๆมาช่วยในการโอนย้ายข้อมูล
  • การติดต่อสื่อสาร - คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเป็นระบบเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆภายในเครือข่ายเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่สารด้วยข้อความ (Text) หรือ เสียง (Voice) ทั้งนี้จะต้องมีการติดตั้งโปรแกรมที่ตรงกับความต้องการเพิ่มเติม


ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
  1. LAN (Local Area Network) คือ เครือข่ายเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเล็กๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น ระบบเครือข่ายภายในบ้าน หรือ สำนักงาน
  2. MAN (Metropolitan Area Network) คือ ระบบเครือข่ายระดับเมือง เป็นระบบเครือข่ายที่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารของบริษัทผู้ให้บริการทางด้านการสื่อสาร เนื่องจากมีระยะทางในการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ที่ค่อนข้างไกลทำให้ไม่สะดวกที่จะใช้เครือข่ายที่เป็นแบบ LAN เช่น พนักงานทำการบันทึกข้อมูลผ่านเครื่องลูกข่าย (Client) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานบนถนนสาทรโดยที่ข้อมูลนั้นต้องนำไปบันทึกลงในเครื่องแม่ข่าย (Server) ซึ่งตั้งอยู่ี่ำนักงานนถนนติวานนท์
  3. WAN (Wide Area Network) เป็นเครือข่ายสำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายย่อยๆ หรือเครือข่ายคนละชนิดที่อยู่ห่างไกลกันมากๆ เช่น คนละจังหวัด หรือคนละประเทศเข้าด้วยกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเครือข่ายที่เรียกว่า "อินเตอร์เน็ต" นั่นเอง
  4. PAN (Personal Area Network) คือ เครือข่ายส่วนบุคคล มักเป็นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์พกพาส่วนบุคลผ่านอุปกรณ์ไร้สายที่มีกำลังส่งไม่มากนัก เช่น บลูทูธ เป็นต้น




ประเภทของระบบเครือข่าย
  • Peer To Peer
    • เป็นระบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนระบบเครือข่ายมีฐานะเท่าเทียมกัน คือ ทุกเครื่องสามารถจะใช้ไฟล์ในเครื่องอื่นได้ และสามารถให้เครื่องอื่นมาใช้ไฟล์ของตนเองได้เช่นกัน
    • ระบบ Peer To Peer มีการทำงานแบบกระจาย (Distributed System) โดยจะกระจายทรัพยากรต่างๆ ไปสู่เวิร์กสเตชั่นอื่นๆ มักมีปัญหาเรื่องการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลที่เป็นความลับจะถูกส่งออกไปสู่คอมพิวเตอร์อื่นเช่นกัน
  • Client / Server
    • เป็นระบบการทำงานแบบ Distributed Processing หรือ การประมวลผลแบบกระจาย โดยจะแบ่งการประมวลผลระหว่างเครื่องแม่ข่าย (Server) กับเครื่องลูกข่าย (Client) แทนที่แอพพลิเคชั่นจะทำงานอยู่เฉพาะบนเครื่องแม่ข่าย (Server) ก็จะมีการแบ่งการประมวลผลของโปรแกรมบางส่วนมาทำงานบนเครื่องลูกข่าย (Client) และเมื่อใดที่เครื่องลูกข่ายต้องการใช้ข้อมูลก็จะมีการส่งคำร้องขอไปยัง เครื่องแม่ข่ายให้นำเฉพาะข้อมูลส่วนที่ต้องการนั้นๆส่งกลับมายังเครื่องลูก ข่ายเพื่อนำไปใช้งานตามต้องการต่อไป






ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/80-networksystem.html



















































































































IP Address

IP Address คือ หมายเลขประจำตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลแบบ TCP/IP  ประกอบไปด้วยุดข้อมูลตัวเลข 4 ชุด แต่ละชุดถูกคั่นด้วยเครื่องหมาย (.)  โดยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีค่าไม่ซ้ำกัน สามารถแบ่งได้ป็น 2 ประเภท คือ
  • Internal IP
    • หมายเลข IP Address ที่อยู่ภายในระบบเครือข่ายเดียวกัน (เชื่อมต่อและได้รับการกำหนด (จ่าย) หมายเลข IP Address มาจาก Router เดียวกัน)
    • ตามรูปได้แก่หมายเลข
      • 192.168.0.1
      • 192.168.0.2
      • 192.168.0.3
      • 192.168.0.4
    • สังเกตุได้ว่าหมายเลข IP Address นั้นจะมีชุดข้อมูล 3 ชุดแรกที่เหมือนกัน คือ 192.168.0 ทำให้ทราบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน และ มีชุดข้อมูลชุดสุดท้าย (ชุดที่ 4) ต่างกัน ซึ่งเป็นชุดข้อมูลเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องซึ่งไม่อณุญาติให้ซ้ำกัน
  • External IP
    • หมายเลข IP Address ที่ได้รับมาจากภายนอกเครือข่าย (ตามรูปภาพ ได้มาจากบริษัทผู้ให้บริการ Internet)
    • ตรวจสอบข้อมูลนี้ได้จาก Router เท่านั้น เนื่องจาก Router เป็นอุปกรณ์ตัวเดียวที่เชื่อมต่ออยู่กับระบบเครือข่ายภายนอก (Internet) โดยตรง (แต่ทำหน้าที่เป็นประตูทางผ่าน (Gateway) ไปสู่ระบบ Internet ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายในครือข่าย)
    • อาจเรียก IP Address ประเภทนี้ได้ว่า WAN IP หรือ Internet IP
      • ตามรูปได้แก่หมายเลข 124.120.1.20



ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/81-ip-address.html















































การล็อคหน้าตัวละคร AI

(Updated: Jan. 3rd, 2025)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/share/p/1KhEg8t1ap/   สูตร "Mascot ล็อกหน้าถาวร" ด้วยเทคนิค ...

Other, you may be interest