แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Guide (PC) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Guide (PC) แสดงบทความทั้งหมด

การตั้งเวลาปิดคอมพิวเตอร์ ด้วย cmd ใน Windows

การตั้งเวลาปิดคอมพิวเตอร์ ด้วย Command ใน Windows

(updated: Dec. 31, 2025)

กรณีต้องการเปิด PC (Windows) ทิ้งไว้แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วอยากจะให้เครื่องฯ ปิดตัวเอง สามารถกำหนดค่าได้เองจากเครื่องฯ โดยไม่ต้องหา application โปรแกรม หรือ tools ใด ๆ ดังนี้

 
สิ่งที่ต้องการ :

  • คอมพิวเตอร์พร้อม keyboard และจอภาพ
  • ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows
ขั้นตอน :
  1. เปิด Command Line ของ Windows
    หรือกดปุ่ม Windows แล้วพิมพ์ที่ช่อง Run ว่า cmd แล้วกดปุ่ม Enter เพื่อเรียก Command Line มาใช้งาน
  2. เรียนรู้คำสั่ง
    พิมพฺ์ shutdown ตามด้วย option เพิ่มเข้าไปท้ายคำสั่ง ดังนี้

    shutdown ?s

    shutdown ?s ?f ?t 3600


    เมื่อรู้วิธีใช้แล้ว คราวนี้มาดูว่า มีตัวเลือกที่น่าสนใจอะไรบ้าง
    -? สำหรับเรียกดู help ของคำสั่ง shutdown
    -l (แอล) สำหรับ log off จากชื่อผู้ใช้งานนั้นๆ
    -s สำหรับ shutdown เครื่อง
    -r สำหรับ restart เครื่อง
    -h สำหรับ hibernate เครื่อง
    -a สำหรับยกเลิกคำสั่ง shutdown ที่เราเคยตั้งเวลาไว้ก่อนหน้านี้และกำลังทำงานอยู่
    -f สำหรับสั่งให้โปรแกรมต่างๆที่ทำงานอยู่ปิดลงทันที (Force close) โดยไม่ให้มีการแจ้งเตือนถึงข้อผิดพลาดหรือห้ามการปิดเครื่องด้วยกรณีใดๆทั้งสิ้น
    -t สำหรับตั้งเวลาว่าจะปิดเครื่องในอีกกี่วินาที ซึ่งสามารถตั้งได้ตั้งแต่ 0 วินาที จนถึง 10 ปี แต่ถ้าไม่มีการระบุเวลา ระบบจะมีค่ามาตรฐานให้ที่ 30 วินาที

  3. เริ่มใช้งาน :
    ตัวอย่างโจทย์ เช่น ถ้าต้องการ shutdown เครื่องในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า คำสั่งที่จ้องใช้ก็คือ
    • shutdown ?s ?t 3600 นั่นเอง

    แล้วถ้าจะเพิ่มให้มันปิดแบบ force close ก็เพิ่มเข้าไปดังนี้

    shutdown ?s ?f ?t 3600

    แล้วถ้าจะยกเลิกล่ะ ก็ตามนี้เลย

    shutdown ?a

    แต่ถ้ามีการตั้งเวลาไว้แล้ว จะไม่สามารถตั้งทับลงไปได้นะครับ ต้องสั่งยกเลิกอันเก่าเสียก่อน

    และเมื่อเราได้กด enter เพื่อสั่งการไปแล้ว ก็จะมีบอลลูนเด้งขึ้นมาที่ taskbar เพื่อบอกว่าเครื่องเราจะปิดลงในอีก xx นาทีตามที่เราตั้งไว้ครับ ง่ายๆแค่นี้เอง






    (ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://notebookspec.com/trick-การตั้งเวลาปิดคอมแบบง/159070/)

Command : Systeminfo

2559-07-10
Dos Command : Systeminfo.exe
(ข้อมูลจาก วารสารของ IT City ต.ค.2547)

Systeminfo เป็น Command สำหรับบอกข้อมูลของ Windows ในเครื่องคอมพิวเตอร์
โดยจะบอกรายละเอียดทุกอย่าง ตั้งแต่ชื่อเครื่องฯ เวอร์ชั่นของ Windows วันที่ติดตั้ง Windows ยี่ห้อของเครื่องฯ ขนาด Bit ของ CPU เวอร์ชั่นของ Bios ขนาดของ Memory หรือ Time Zone, Network Card หรือ Hot Fix ที่ลงเพิ่ม เป็นต้น
(ตัวอย่างตามภาพ)




(ขอขอบคุณข้อมูลจาก วารสารของ IT City ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ.2547)

การ Burn DVD9

 การ Burn หนังลงแผ่น DVD9

วันนี้ลองหาวิธีการ Burn แผ่น DVD9 แล้วได้ข้อมูลมา ลองมาอ่านกัน
จากการค้นหาข้อมูลจากเวป พบว่า
หากไม่ต้องการแปลงหนังจากแผ่น DVD9 ลงมาเป็น DVD5
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม (เช่น หนังจะมาไม่ครบทุก Feature หรือเสียง หรือภาพจะด้อยลง ฯลฯ)

ในการ Burn แผ่นหนังที่เป็น DVD9 ลงแผ่น DVD9 จะมีวิธีทำ 2 แบบ
1. เป็นการ Rip ข้อมูลจากแผ่นต้นฉบับลง HDD
2. เป็นการสร้างไฟล์ ISO ขึ้นใหม่ แล้วจึงจะ Burn ลงแผ่น DVD9

1. การ Rip DVD ลง HDD

(ข้อมูลจาก http://forum.thaidvd.net/index.php?showtopic=135649)

โปรแกรมที่ใช้ มี
1. RipIt4Me (http://www.softpedia.com/get/Multimedia/Video/Encoders-Converter-DIVX-Related/RipIt4Me.shtml)
2. DVD Decrypter (http://www.mrbass.org/dvdrip/)
3. DVD Shrink (http://www.dvdshrink.org/)
4. AnyDVD (หาเวอร์ชั่นใหม่ๆ ได้จาก 9down.com)

เริ่มจากเราเปิดโปรแกรม RipIt4Me
ตัวโปรแกรมนี้จะไปเรียก DVD Decypter มาให้เรา
และเมื่อ DVD Decrytper ก๊อบไฟล์เสร็จแล้วตัว RipIt4Me ก็จะทำอะไรอีกนิดหน่อย
ถึงขั้นตอนนี้ เราจะได้ไฟล์ DVD9 ที่ไม่ติด Protect
และจะถามว่าจะลองเปิดไฟล์หนังที่อยู่ในเครื่องด้วย DVD Shrink ไหม
จากตรงนี้ถ้าเราไม่ถูกใจ DVD Shrink ในการแปลง ดี9 เป็น ดี5
อาจจะใช้โปรแกรมอื่นได้ เช่น DVDFab เป็นต้น


2. การทำ ISO (Image File) โดยใช้ ImgBurn เวอร์ชั่นใหม่ 2.5.0.0

โปรแกรมที่ใช้ IMGBurn (http://www.imgburn.com)

วิธีทำ Layer Break สำหรับแผ่น ดี9 สำคัญที่สุด
ก่อนอื่น ต้องมีไฟล์หนังจากแผ่น DVD9 เสียก่อน (Folder Audio_TS และ Video_TS)
จะอยู่ในแผ่น หรืออยู่ใน HDD ก็ได้
แต่ขอแนะนำให้อยู่ใน HDD จะเหมาะสมที่สุด
จากนั้น ทำตามคำแนะนำในลิงค์ นี้  http://forum.imgburn.com/index.php?showtopic=1777


This will cover making a Dual Layer ISO on your Hard Drive.

Firstly make sure your Vob, Ifo and Bup files are in a folder called VIDEO_TS

then open ImgBurn in Build Mode and choose the folder option in the source box, and navigate to the folder you stored the files.







When you have chosen the folder you require it should look like the picture above.




Then press the Calculator and you will see a similar window to this, where you should choose the layer break.


The best option here is the one on the right that says 'No' in the SPLIP column. Then press 'Ok'.
The Legend at the bottom also indicates the best choices.

At this point go to the options tab, choose ISO9660+UDF


Next go to Labels and enter the name of your ISO in both fields.



Next go to Advanced -> Media and ensure you have selected the appropriate profiles for the media you're intending to write to.

If the estimated size of the image exceeds that specified in the 'Single Layer' -> 'Maximum Sectors' box, the program will know you're building a double layer ISO and configure itself accordingly. This is where the 'Double Layer' profile then comes in.

If you do not select the correct profile you may have problems with the layer break when you burn the ISO file.



Next choose your destination, and press the Build Button (Highlighted in the red box).

The Layer Break choice window will appear again at this point.


Normally you shouldn't worry about ticking the 'Don't update IFO/BUP files' box, and you should definintely not tick it unless you have prepared IFO's in advance containing layer break info.

Press 'Ok'.

You will then see this window.


Press 'Ok' and the programme will start building.


Then just wait a few minutes (system dependent) and your ISO and MDS will be ready.



Remember to choose the MDS file when you eventually burn this ISO as it contains the layer break information.
การเอา ISO ไปไรท์ใช้โปรแกรม IMGBurn เลือก ไฟล์ที่มีนามสกุล MDS เพราะไฟล์นี้จะไฟล์ที่บอกว่ากำหนด Layer Break ตรงไหน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
http://forum.thaidvd.net/index.php?showtopic=135649
http://forum.imgburn.com/index.php?showtopic=1777

วิวัฒนาการ Windows

01-08-2010

วิวัฒนาการ Windows

Windows 1.0
Windows 1.0 เป็น OS แบบ 16 bit ที่มี GUI ตัวแรกของ Microsoft
ออกวางขายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1985 ในรูปแบบของ Floppy Disk โดยผู้ใช้ต้องลง DOS ก่อน แล้วถึงลง Windows 1.0 ตามอีกที
สามารถรันโปรแกรมของ DOS แบบ Multitasking ได้โดยมีข้อจำกัดบางอย่าง
ต้องการ Ram ขั้นต่ำ 384 KB (แนะนำ 512 KB)
Windows 1.0 มี Shell ชื่อ MS-DOS Executive
โปรแกรมที่มาพร้อมกับ OS ก็มีพวก Calculator, Calendar, Cardfile, Clipboard viewer, Clock, Control Panel, Notepad, Paint,Reversi, Terminal, และ Write


Windows 2.0
Windows 2.0 ก็ยังเป็น 16 bit อยู่
ออกวางจำหน่ายในปี 1988 แถมมากับคอมพิวเตอร์ของ AT&T ในฐานะของโปรแกรมทดสอบสำหรับสถานศึกษา
Windows 2.0 เริ่มมีระบบ Plug & Play แล้ว
สิ่งที่พัฒนาจาก Windows 1.0 คือสามารถลาก Application ที่รันอยู่ไปวางซ้อนกันได้ มี Keyboard Shortcut และมีปุ่ม Minimize/Maximize หน้าต่าง


Windows 3.0
Windows 3.0 ออกจำหน่ายในวันที่ 22 พฤษภาคม 1990
เป็น Windows รุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง และสามารถฟาดฟันกับ OS เจ้าถิ่นในสมัยนั้นอย่าง Apple Macintosh ได้
Windows 3.0 มี Protected/Enhanced mode เพื่อให้ Applicaton ของ Windows สามารถใช้ Memory เยอะได้มากกว่าที่ DOS จัดมาให้ (ยังรันบน DOS อยู่)


Windows 3.1X
เชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้กัน สำหรับ Windows ตัวนี้
Windows 3.1X ออกมาสานต่อความสำเร็จของ Windows 3.0
โดยออกจำหน่ายในเดือนมีนาคม 1992 Windows 3.1X ออกแบบมาโดยใช้โทนสีชื่อ Hotdog Sand ซึ่งประกอบด้วยสีหลักๆ คือ แดง เหลือง ดำ เพื่อช่วยให้คนที่ตาบอดสีในระดับหนึ่งสามารถมองตัวอักษร, ภาพได้สะดวกขึ้น
Windows for Workgroups 3.1 ออกมาในเดือนตุลาคม 1992 โดยเพิ่มเติมในส่วนของการสนับสนุนระบบเครือข่าย


Windows 3.11 NT
Windows 3.11 NT เป็น Windows ตัวแรกของสาย NT โดยเน้นในทาง Server กับทางธุรกิจ
ออกจำหน่ายในวันที่ 27 กรกฎาคม 1993
ออกจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ Windows NT 3.1 กับ Windows NT Advanced Server
Windows 3.11 NT มีระบบความปลอดภัยในการรัน Application ที่เข้มงวดขึ้น โปรแกรมไหนที่ติดต่อกับ Hardware โดยตรง หรือยังใช้ Driver ของระดับ DOS อยู่ จะไม่อนุญาตให้รัน ทำให้ระบบมีความเสถียรขึ้นกว่าเดิมมาก
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Win32 ซึ่งเป็น API แบบ 32 bit


Windows 95
Windows 95 เป็น OS ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของ Microsoft
ออกจำหน่ายในวันที่ 24 สิงหาคม 1995 เริ่มแยกตัวออกจาก DOS แล้ว (ยังมีหลงเหลือการใช้งาน Code บางส่วนจาก DOS อยู่)
โดย Microsoft ได้ออก MS-DOS 7.0 ซึ่งเป็น DOS รุ่นปรับปรุงความสามารถเพื่อให้รองรับ Windows ใน Windows 95 นี้
มีการปรับปรุง User Interface เป็นแบบใหม่ โดยแทบจะไม่เหลือสิ่งเดิมๆ ที่เคยมาจาก Windows รุ่นก่อนๆ
สิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาก็ได้แก่ Taskbar, Start button ,Start menu, และมี Windows Explorer เอาไว้จัดการไฟล์
Windows 95 รองรับการตั้งชื่อไฟล์ได้สูงสุด 255 ตัวอักษร รวมนามสกุล (ใน Windows รุ่นก่อนๆ ตั้งชื่อไฟล์ในระบบ 8.3 คือชื่อไฟล์ 8 ตัว นามสกุลอีก 3 ตัว ซึ่งเป็นข้อจำกัดมาจาก DOS) มีการทำงานแบบ 32 bit Multitasking


Windows 98
Windows 98 ออกจำหน่ายในวันที่ 24 มิถุนายน 1998
มีการนำเอา Interface แบบ Web มาใส่ใน Windows และยัดเยียด Internet Explorer 4 มาให้ใช้พร้อม
โดยตอนแรกจะให้มาแทน Windows 95 แต่ไปๆ มาๆ Windows 98 รุ่นแรกกลับมีปัญหามาก การใช้งานก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แถมตอนงานเปิดตัวก็ดันไปขึ้นจอฟ้าโชว์สาธาณชนอีกต่างหาก
งานนี้เลยต้องออก Windows 98 SE (Second Edition) ออกมาแก้ตัวในวันที่ 5 พฤษภาคม 1999
โดยแก้บั๊ก และปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มเติมการรองรับ USB และอัพเกรด IE เป็นรุ่น 5.0


Windows 2000
Windows 2000 พัฒนาจาก Windows NT 4
ตอนแรกใช้ชื่อ Windows NT 5 แต่ด้วยกระแสปี 2000 ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น Windows 2000
โดยวางเป้าหมายไว้ที่กลุ่มผู้ใช้ด้วนธุรกิจ,Notebook ,และ Server
ออกวางจำหน่ายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2000 มีออกมาทั้งหมด 4 รุ่น คือ Professional, Server, Advanced Server, และ Datacenter Server
ในปี 2001 ก็ออก Windows 2000 Advanced Server Limited Edition และ Windows 2000 Datacenter Server Limited Edition เพื่อมารันบน CPU Intel Itanium ซึ่งเป็น CPU 64-bit
โดย Microsoft ตั้งความหวังให้ Windows 2000 เป็น Windows ที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากที่สุด แต่มันกลับตกเป็นเป้าหมายของไวรัสตัวแรงๆ โดยเฉพาะ Nimda กับ Code Red


Windows Millennium Edition (ME)
Windows Millennium Edition พัฒนามาจากสาย Windows 9x โดยตั้งชื่อเกาะกระแสปี 2000 อีกตามเคย
Windows ME เป็น OS ลูกผสม 16-bit/32-bit
ออกวางจำหน่ายในวันที่ 14 กันยายน 2000 โดยมาพร้อมกับ Internet Explorer 5.5, Windows Media Player 7, และ Windows Movie Maker (มี System Restore ด้วย)
โดยปรับปรุง User Interface ให้ดูคล้ายๆ Windows 2000 ซึ่งผลตอบรับของ Windows ME คือถูกด่าแหลกราญ ทั้งเรื่องบั๊กมากมายมหาศาล
และการที่มันแทบจะไม่มีอะไรเพิ่มเติมจาก Windows 98 SE เลย นอกจาก Interface กับโปรแกรมใหม่ๆ (ซึ่งตอนนั้น IE 5.5 กับ WMP7 ก็ดาวน์โหลดได้ฟรีๆ จากเว็บ Microsoft) แถมกระแส Millenium ก็ใกล้จะหายแล้ว (มันออกมาขายช่วงท้ายปี) คนก็เลยไม่รู้ว่ามันจะออกมาทำเพื่ออะไร


Windows XP
Windows XP เป็นการรวมสายการพัฒนา ของ Windows 9x กับ NT เข้าด้วยกัน
ออกวางจำหน่ายในวันที่ 25 ตุลาคม 2001 ถ้านับตั้งแต่วันที่วางขายถึงตอนเดือนมกราคมปี 2006 ก็ขายได้มากกว่า 400 ล้านชุดแล้ว (ไม่รวมของเถื่อนอีก) ได้รับความนิยมสูงมาก และครองตลาดอยู่นานมากๆ จนเรียกได้ว่า OS ของคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็น Windows XP
โดย Windows XP เน้นการใช้งานส่วนบุคคล ชื่อ XP มาจากคำว่า Experience ซึ่งหมายถึง ประสปการณ์ โดย Microsoft บอกว่า ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการใช้ Windows XP ซึ่งคำพูดนี้เป็นจริงแค่ไหน เราทุกคนคงรู้กันดี
Windows XP ออกมาแทนที่ Windows 2000 กับ Windows ME ได้สมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีคำตำหนิเรื่องการทำงานอยู่บ้าง แต่หลังจากออก Service Pack 2 ในปี 2004 ที่เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยเข้ามา มันก็กลายเป็น OS ที่ครองตลาด PC ไปเลย
Windows XP มีออกมา 2 รุ่น คือ Windows XP Home กับ Windows XP Professional และมี Windows XP Media Center ตามออกมาทีหลังโดยเน้นความบันเทิงเป็นหลัก
การเปลี่ยนแปลงของ Windows XP ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็เป็นเรื่องของ User Interface
โดยเปลี่ยนจากแบบเหลี่ยมๆ เทาๆ มันเป็นแบบหน้ามน มีสีสันสดใส รวมทั้ง Icon ต่างๆ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ แสดงสีสันได้มากขึ้น
Windows XP มาพร้อมกับ Internet Explorer 6 ที่ไม่มีวันตาย และ Windows Media Player 8 (อัพเป็น 9 ใน SP2)


Windows Vista
Windows Vista แต่เดิมใช้ชื่อว่า Longhorn
มีการพัฒนาอย่างยาวนาน จนในที่สุดก็ออกมาวางขายในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2006 พร้อมกับเสียงก่นด่านับไม่ถ้วน ตั้งแต่เรื่องกินสเปค ทำงานช้า Error บ่อย ไม่ Support โปรแกรมเก่าๆ ฯลฯ ถึงแม้จะมีการออก Service Pack มาแก้ปัญหาถึง 2 ตัว จนมันทำงานได้ดีแล้ว
แต่ชื่อ Windows Vista ก็จะถูกจดจำไปอีกนานในฐานะ Windows ที่ล้มเหลวที่สุดของ Microsoft
Windows Vista พัฒนาจาก XP ไปเยอะมาก
ทั้งเรื่องระบบความปลอดภัย มีการใส่ User Account Control เข้ามา เพื่อสร้างความปลอดภัย และความรำคาญให้กับผู้ใช้
Windows Aero ขอบหน้าต่างใสๆ
ปรับปรุง และเพิ่มโปรแกรมด้าน Multimedia เช่น Windows Media Player 10,Windows DVD Maker ปรับปรุงระบบ API ใส่ .NET 3.0 มาให้ด้วยเลย
และด้าน Network ก็มาพร้อมกับ Internet Explorer 7 ที่ไม่มีใครอยากใช้


Windows 7
จากความล้มเหลวใน Vista ทำให้ Microsoft แก้ตัวใหม่ โดยรื้อระบบใหม่เยอะมากๆ ปรับปรุงด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้ดีขึ้นไปอีก กินแรมน้อยลงกว่า Vista มาก
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของ Windows 7 คือ Taskbar แบบใหม่ ที่เรียกว่า Superbar
นอกนั้น ก็เป็นการเพิ่มความสามารถใหม่เข้ามา รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมเก่าๆ ที่อยู่คู่กับ Windows มาช้านาน เช่น Paint, Wordpad, Calculator
โดย Windows 7 ได้รับคำชมจากผู้ใช้มา ตั้งแต่ออกตัว Beta มาแล้ว
และหลังจากออกตัว RC 1 มาให้ใช้กันฟรี ๆ ถึง 1 ปี Windows 7 ก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่ออกวางจำหน่ายในวันที่ 29 ตุลาคม 2009
โดยคาดว่าในอีกไม่นาน Windows 7 จะมาเป็น OS หลักสำหรับ PC แทนที่ Windows XP ที่จะมีอายุครบ 10 ปี ในปีหน้า


(ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=41968&extra=&page=1)
...

การล็อคหน้าตัวละคร AI

(Updated: Jan. 3rd, 2025)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.facebook.com/share/p/1KhEg8t1ap/   สูตร "Mascot ล็อกหน้าถาวร" ด้วยเทคนิค ...

Other, you may be interest