รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สาย

Multiple access points and roaming
  • โดยทั่วไปแล้วการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคาร และ 1000 ฟุต ภายนอกอาคาร
  • หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้าง มากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน จะต้องมีการเพิ่มจุดการติดตั้ง AP ให้มากขึ้น เพื่อให้การรับส่งสัญญาณในบริเวณของเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง




Use of an Extension Point
  • กรณีที่โครงสร้างของสถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหาผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้ Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สาย เป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ



The Use of Directional Antennas
  • ระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่างกัน


















ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/553-wirelessconnection.html



































































ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN)


ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1971 บนเกาะฮาวาย โดยโปรเจกต์ ของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่ชื่อว่า “ALOHNET” ขณะนั้นลักษณะการส่งข้อมูลเป็นแบบ Bi-directional ส่งไป-กลับง่ายๆ ผ่านคลื่นวิทยุ สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ 4 เกาะโดยรอบ และมีศูนย์กลางการเชื่อมต่ออยู่ที่เกาะๆหนึ่ง ที่ชื่อว่า Oahu
ระบบเครือข่ายไร้สาย ( WLAN = Wireless Local Area Network) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีความคล่องตัวมาก ซึ่งอาจจะนำมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มต่อกับระบบเครือข่ายแลนใช้สายแบบดั้งเดิม โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุในย่านวิทยุ RF และ คลื่นอินฟราเรด ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ผ่านอากาศ, ทะลุกำแพง, เพดานหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยปราศจากความต้องการของการเดินสาย นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังมีคุณสมบัติครอบคลุมทุกอย่างเหมือนกับระบบ LAN แบบใช้สาย
ที่สำคัญก็คือ การที่มันไม่ต้องใช้สายทำให้การเคลื่อนย้ายการใช้งานทำได้โดยสะดวก ไม่เหมือนระบบ LAN แบบใช้สาย ที่ต้องใช้เวลาและการลงทุนในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์




 ประโยชน์ของระบบเครือข่ายไร้สาย
  • mobility improves productivity & service มีความคล่องตัวสูง ดังนั้นไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปที่ไหน หรือเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปตำแหน่งใด ก็ยังมีการเชื่อมต่อ กับเครือข่ายตลอดเวลา ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะการส่งข้อมูล
  • installation speed and simplicity สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสายเคเบิล และไม่รกรุงรัง
  • installation flexibility สามารถขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย เพราะเพียงแค่มี พีซีการ์ดมาต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊ค หรือพีซี ก็เข้าสู่เครือข่ายได้ทันที
  • reduced cost- of-ownership ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม ที่ผู้ลงทุนต้องลงทุน ซึ่งมีราคาสูง เพราะในระยะยาวแล้ว ระบบเครือข่ายไร้สายไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษา และการขยายเครือข่ายก็ลงทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า เนื่องด้วยความง่ายในการติดตั้ง
  • scalability เครือข่ายไร้สายทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถโยกย้ายตำแหน่งการใช้งาน โดยเฉพาะระบบที่มีการเชื่อมระหว่างจุดต่อจุด เช่น ระหว่างตึก




ประเภทของระบบเครือข่ายไร้สาย
  • แบบ Peer-to-peer ( Ad hoc Mode )
    • รูปแบบการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นลักษณะ การเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter cards โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบใช้สายเลย โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทำงานของตนเองได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้ เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานเพื่อจุดประสงค์ในด้านความรวดเร็วหรือติดตั้งได้โดยง่ายเมื่อไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ ยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม, หรือการประชุมที่จัดขึ้นนอกสถานที่
      2.2 Client/server (Infrastructure mode)






แบบ Client/Server (Infrastructure Mode)
  • เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือ “Hot spot” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client)
  • กระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ รับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรัศมีของ AP จะกลายเป็นเครือข่ายกลุ่มเดียวกันทันที โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถติดต่อกัน หรือติดต่อกับ Server เพื่อแลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลได้ โดยต้องติดต่อผ่าน AP เท่านั้น
  • AP 1 จุด สามารถให้บริการเครื่องลูกข่ายได้ถึง 15-50 อุปกรณ์ ของเครื่องลูกข่าย
  • เหมาะสำหรับการนำไปขยายเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบใช้สายเดิมในออฟฟิต, ห้องสมุด หรือในห้องประชุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น












 ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/73-wirelesslan.html

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (LAN Topology)



เราสามารถแบ่งรูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 4 รูปแบบ หลักๆ ได้แก่
  • แบบ BUS
  • แบบ Ring
  • แบบ Star
  • แบบ Hybrid
โดยมีรายละเอียดการเชื่อมต่อในแบบต่างๆดังนี้





แบบ BUS
  • จะมีสายสัญญาณหลัก 1 เส้น
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั้งที่เป็นแม่ข่ายและลูกข่ายจะต้องเชื่อมต่อกับสายเคเบิ้ลหลักเส้นนี้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็น Node เมื่อเครื่องลูกข่ายเครื่องที่หนึ่ง (Node A) ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่องลูกข่ายเครื่องที่สอง (Node C) จะต้องส่งข้อมูล และแอดเดรสของ Node C ลงไปบนบัสสายเคเบิ้ลนี้ เมื่อเครื่องลูกข่ายเครื่องที่สอง (Node C) ได้รับข้อมูลแล้วจะนำข้อมูลไปใช้งานต่อตามต้องการ




แบบ Ring
  • การเชื่อมต่อแบบวงแหวน
  • เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งวนจนครบเป็นวงจร
  • ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งไปอีกครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง
  • ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
  • ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก
  • เป็นเครื่องข่ายแบบ Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ






แบบ Star
  • การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้จะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อผ่าน Hub
  • สายเคเบิ้ลที่ใช้ส่วนมากจะเป้น UTP และ Fiber Optic
  • ในการส่งข้อมูล Hub จะเป็นเสมือนตัวทวนสัญญาณ (Repeater)
  • ปัจจุบันมักใช้ Switch เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อแทน Hub เนื่องจากมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่า






แบบ Hybrid  
  • เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
  • เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
  • ระบบ Hybrid Network นี้จะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical หรือ Tre ที่มีลำดับชั้นในการทำงาน
 




ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/552-lantopology.html































































































































ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์



"ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์" หรือ "ระบบเน็ตเวิร์ก" คือ การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันได้"



ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งานระบบเครือข่าย เช่น
  • การใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น
    • เครื่องพิมพ์
    • อินเตอร์เน็ต
    • อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
  • การแชร์ไฟล์ - เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกติดตั้งเป็นระบบเน็ตเวิร์กแล้วการใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกัน หรือการแลกเปลี่ยนไฟล์จะสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องใช้ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลใดๆมาช่วยในการโอนย้ายข้อมูล
  • การติดต่อสื่อสาร - คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเป็นระบบเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆภายในเครือข่ายเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่สารด้วยข้อความ (Text) หรือ เสียง (Voice) ทั้งนี้จะต้องมีการติดตั้งโปรแกรมที่ตรงกับความต้องการเพิ่มเติม


ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
  1. LAN (Local Area Network) คือ เครือข่ายเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเล็กๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น ระบบเครือข่ายภายในบ้าน หรือ สำนักงาน
  2. MAN (Metropolitan Area Network) คือ ระบบเครือข่ายระดับเมือง เป็นระบบเครือข่ายที่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารของบริษัทผู้ให้บริการทางด้านการสื่อสาร เนื่องจากมีระยะทางในการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ที่ค่อนข้างไกลทำให้ไม่สะดวกที่จะใช้เครือข่ายที่เป็นแบบ LAN เช่น พนักงานทำการบันทึกข้อมูลผ่านเครื่องลูกข่าย (Client) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานบนถนนสาทรโดยที่ข้อมูลนั้นต้องนำไปบันทึกลงในเครื่องแม่ข่าย (Server) ซึ่งตั้งอยู่ี่ำนักงานนถนนติวานนท์
  3. WAN (Wide Area Network) เป็นเครือข่ายสำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายย่อยๆ หรือเครือข่ายคนละชนิดที่อยู่ห่างไกลกันมากๆ เช่น คนละจังหวัด หรือคนละประเทศเข้าด้วยกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเครือข่ายที่เรียกว่า "อินเตอร์เน็ต" นั่นเอง
  4. PAN (Personal Area Network) คือ เครือข่ายส่วนบุคคล มักเป็นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์พกพาส่วนบุคลผ่านอุปกรณ์ไร้สายที่มีกำลังส่งไม่มากนัก เช่น บลูทูธ เป็นต้น




ประเภทของระบบเครือข่าย
  • Peer To Peer
    • เป็นระบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนระบบเครือข่ายมีฐานะเท่าเทียมกัน คือ ทุกเครื่องสามารถจะใช้ไฟล์ในเครื่องอื่นได้ และสามารถให้เครื่องอื่นมาใช้ไฟล์ของตนเองได้เช่นกัน
    • ระบบ Peer To Peer มีการทำงานแบบกระจาย (Distributed System) โดยจะกระจายทรัพยากรต่างๆ ไปสู่เวิร์กสเตชั่นอื่นๆ มักมีปัญหาเรื่องการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลที่เป็นความลับจะถูกส่งออกไปสู่คอมพิวเตอร์อื่นเช่นกัน
  • Client / Server
    • เป็นระบบการทำงานแบบ Distributed Processing หรือ การประมวลผลแบบกระจาย โดยจะแบ่งการประมวลผลระหว่างเครื่องแม่ข่าย (Server) กับเครื่องลูกข่าย (Client) แทนที่แอพพลิเคชั่นจะทำงานอยู่เฉพาะบนเครื่องแม่ข่าย (Server) ก็จะมีการแบ่งการประมวลผลของโปรแกรมบางส่วนมาทำงานบนเครื่องลูกข่าย (Client) และเมื่อใดที่เครื่องลูกข่ายต้องการใช้ข้อมูลก็จะมีการส่งคำร้องขอไปยัง เครื่องแม่ข่ายให้นำเฉพาะข้อมูลส่วนที่ต้องการนั้นๆส่งกลับมายังเครื่องลูก ข่ายเพื่อนำไปใช้งานตามต้องการต่อไป






ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/80-networksystem.html



















































































































IP Address

IP Address คือ หมายเลขประจำตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลแบบ TCP/IP  ประกอบไปด้วยุดข้อมูลตัวเลข 4 ชุด แต่ละชุดถูกคั่นด้วยเครื่องหมาย (.)  โดยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีค่าไม่ซ้ำกัน สามารถแบ่งได้ป็น 2 ประเภท คือ
  • Internal IP
    • หมายเลข IP Address ที่อยู่ภายในระบบเครือข่ายเดียวกัน (เชื่อมต่อและได้รับการกำหนด (จ่าย) หมายเลข IP Address มาจาก Router เดียวกัน)
    • ตามรูปได้แก่หมายเลข
      • 192.168.0.1
      • 192.168.0.2
      • 192.168.0.3
      • 192.168.0.4
    • สังเกตุได้ว่าหมายเลข IP Address นั้นจะมีชุดข้อมูล 3 ชุดแรกที่เหมือนกัน คือ 192.168.0 ทำให้ทราบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน และ มีชุดข้อมูลชุดสุดท้าย (ชุดที่ 4) ต่างกัน ซึ่งเป็นชุดข้อมูลเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องซึ่งไม่อณุญาติให้ซ้ำกัน
  • External IP
    • หมายเลข IP Address ที่ได้รับมาจากภายนอกเครือข่าย (ตามรูปภาพ ได้มาจากบริษัทผู้ให้บริการ Internet)
    • ตรวจสอบข้อมูลนี้ได้จาก Router เท่านั้น เนื่องจาก Router เป็นอุปกรณ์ตัวเดียวที่เชื่อมต่ออยู่กับระบบเครือข่ายภายนอก (Internet) โดยตรง (แต่ทำหน้าที่เป็นประตูทางผ่าน (Gateway) ไปสู่ระบบ Internet ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายในครือข่าย)
    • อาจเรียก IP Address ประเภทนี้ได้ว่า WAN IP หรือ Internet IP
      • ตามรูปได้แก่หมายเลข 124.120.1.20



ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/81-ip-address.html















































RAID

RAID (Redundant Array of Independent Disks) เป็นเทคโนโลยีในการนำเอา Hard Disk จำนวนมากกว่า 1 ตัว มาทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่, ความเร็ว วมถึงความปลอดภัยในการบันทึกและจัดเก็บข้อมูล

ระบบ RAID ที่นิยมใช้งานกันมีดังนี้


  • RAID 0 - เร็วจริง แต่ไม่ปลอดภัย
    • เป็นการทำ RAID แบบที่ง่ายที่สุด ซึ่งเป็นการนำเอา Hard Disk จำนวนมากกว่า 1 ตัว (หรือมากกว่า) มาทำงานร่วมกันในลักษณะ non-redundant แล้วให้ระบบมองว่าเป็น Hard Disk ตัวเดียวกัน เรียกว่า "Logical Drive" เช่น
      • ถ้ามี Hard Disk 100 GB. จำนวน 2 ตัว ติดตั้งไว้ในเครื่อง โดยปกติตัวแรกจะเป็นถูกกำหนดให้เป็น Drive C อีกตัวก็จะเป็น Drive D
      • เมื่อเราสร้างระบบ RAID 0 ขึ้นมา พื้นที่ของ Hard Disk ทั้ง 2 ตัวก็จะถูกรวมให้เป็น Drive อันเดียวกัน และถูกกำหนดให้เป็น Drive C แต่มีขนาด 200 GB. (Hard Disk1: 100 GB. + Hard Disk2: 100 GB. ) โดยที่โปรแกรมต่างๆก็จะมอง Drive ใหม่นี้เป็น Drive C ที่มีขนาด 200 GB. เช่นเดียวกัน
    • ใช้วิธีการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ (Data Stripping) เพื่อนำไปแยกเก็บไว้ใน Hard Disk แต่ละตัว
    • ข้อดี
      • ทำให้การเข้าถึงข้อมูลทำได้เร็วขึ้น เพราะมีหัวอ่าน/เขียนข้อมูลเพิ่มขึ้น (Hard Disk 2 ตัว ช่วยกันทำงาน)
      • เป็นการเพิ่มขนาดพื้นที่สำหรับใช้บันทึกข้อมูล (Hard Disk1 + Hard Disk2)
    • ข้อเสีย
      • เนื่องจากระบบ RAID 0 จะไม่มีการทำการสำรองข้อมูลใดๆทั้งสิ้น แม้แต่การทำ Parity Bit ก็ไม่มี ดังนั้นหากมี Hard Disk ตัวใดตัวหนึ่งเสียก็จะทำให้ Logical Drive ที่ถูกสร้างขึ้นมาเสียไปด้วย และก็จะมีผลกระทบต่อไปยังข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้


  • RAID 1 - เน้นเรื่องความปลอดภัย

    • RAID 1 จะทำงานโดยการบันทึกข้อมูลทั้งหมดลง Hard Disk ตัวแรก เหมือนการทำงานโดยปกติของ Hard Disk ทั่วไป แต่จะมีการสำรองข้อมูลจากไปยัง Hard Disk ตัวที่สองอยู่ตลอดเวลา (Data Mirroring) เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล โดยมีเงื่อนไขว่า Hard Disk ทั้ง 2 ตัวนี้จะต้องขนาดเท่ากันพอดี และหากเป็นไปได้ก็ควรจะเป็น Hard Disk ที่มียี่ห้อ และรุ่นเดียวกัน
    • ข้อดี
      • ข้อมูลจะถูกสำรองไว้ตลอดเวลา ถ้ามี Hard Disk ตัวใดตัวหนึ่งเสียขึ้นมา Hard Disk อีกตัวก็จะขึ้นมาทำงานแทนทันที และถ้าในกรณีที่ Server มีระบบ Hot Swap อยู่ ก็จะทำให้เราสามารถถอด Hard Disk ตัวที่เสีย ไปเปลี่ยน แล้วเอาตัวใหม่มาติดตั้งกลับเข้าไปได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องปิดเครื่อง และทันทีที่เราเอา Hard Disk ตัวใหม่มาติดตั้งกลับเข้าไป ระบบก็จะทำการสำรองข้อมูลจาก Hard Disk ตัวที่มีเหลืออยู่เดิมไปยัง Hard Disk ตัวใหม่โดยอัตโนมัติทันที
    • ข้อเสีย
      • เนื่องจาก RAID 1 ใช้วิธีการสำรองข้อมูลแบบกระจกเงา (Data Mirroring)  ทำให้ทุกครั้งที่มีการบันทึกข้อมูลลงใน Hard Disk ัวแรก ก็จะมีการสำรองข้อมูลไปลงใน Hard Disk ตัวที่สองเสมอ นั่หมายความว่า ระบบจะต้องมีการบันทึกข้อมูลลงใน Hard Disk ถึง 2 ครั้งต่อชุดข้อมูล 1 ชุด ซึ่งก็จะมีผลทำให้ภาระในการบันทึกข้อมูลถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการบันทึกข้อมูลตามปกติ


  • RAID 0 + 1 
    • เป็นการนำเอาข้อดีของ RAID 0 และ RAID 1 มารวมกัน ทำให้มีพื้นที่ในการใช้งานเพิ่มขึ้น (Hard Disk1 + Hard Disk2) และมีการทำสำเนาตามแบบของ RAID 1 พร้อมกันไปด้วย
    • ทั้งนี้ต้องมีนำ Hard Disk มาทำเป็น RAID 0 ก่อนจำนวน 2 ชุดก่อน (Hard Disk 4 ตัว)
      • Logical Drive1
        • Hard Disk1 + Hard Disk2
      • Logical Drive2
        • Hard Disk3 + Hard Disk4
      • ซึ่งจะทำให้ได้ Logical Drive จำนวน 2 ชุด (Logical Drive1 และ Logical Drive2) หลังจากนั้นจึงสร้าง RAID 1 ขึ้นมาอีกทีจาก Logical Drive ทั้ง 2 ชุดนั้น
    • ข้อเสีย
      • หาก Hard Disk ตัวหนึ่งตัวใดเสียขึ้นมา ก็จะมีผลทำให้ Logical Drive ที่เกิดจาก Hard Disk ตัวนั้นเสียตามไปด้วย และในที่สุดก็จะมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบทั้งหมด


  • RAID 1 + 0
    • RAID 1 + 0 มีการทำงานคล้ายกับ RAID 0 + 1 เพียงแต่จะเริ่มสร้าง RAID 1 มาก่อน 2 ชุด เพื่อทำการสำรองข้อมูล หลังจากนั้นแล้วจึงค่อยสร้าง RAID 0 ขึ้นมาอีกที เพื่อรวมพื้นที่การทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน
    • เป็นวิธีที่นิยมมากกว่า RAID 0 + 1
    • ข้อดี
      • ถ้า Hard Disk ตัวไหนเสีย จะไม่ทำให้ Logical Drive เสียไปด้วย (ต่างจาก RAID 0 + 1 โดยสิ้นเชิง)


  • RAID 5
    • RAID 5 เป็นระบบ RAID ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ต้องการ Hard Disk อย่างน้อย 3 ตัวขึ้นไปในการทำงาน
      • โดยการนำพื้นที่ของ Hard Disk แต่ละตัวมาเก็บรวมกันเป็น 1 Logical Drive เหมือนการทำงานของ RAID 0
      • หลังจากนั้นจึงสร้าง Parity Bit เพื่อใช้กู้ข้อมูลของแต่ละ Drive ขึ้นมาหากเกิดข้อผิดพลาด โดยแยกออกไปเขียนใน Drive อื่นๆ เช่น Parity Bit ของ Hard Disk1 จะนำไปไว้ที่ Hard Disk3 ของ Hard Disk3 ก็จะนำไปไว้ที่ Hard Disk2 ส่วนของ Hard Disk2 ก็จะนำไปไว้ที่ Hard Disk1 เป็นต้น


หมายเหตุ:
  • ในการสร้างระบบ RAID ควรใช้ Hard Disk ที่มียี่ห้อและรุ่นเดียวกัน
  • การทำ RAID นั้น ทำได้ทั้งแบบที่ใช้ Hardware และ SoftWare
  • สามารถหาข้อมูลและศึกษาวิธีการสร้างระบบ RAID ด้จากคู่มือการใช้งานของ Hardware และ Software แต่ละตัว  
ขอบคุณภาพประกอบและข้อมูลบางส่วนจาก http://www.raids.co.uk/




ขอขอบคุณบทความจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/617--hard-disk-raid.html










































































































..
































































































..

Google Products

(Updated: Dec. 23th, 2025)     ข้อมูลด้านล่างนี้ รวบรวมจากหลาย ๆ แหล่ง เช่น จาก Wikipedia จาก Google เอง และจากที่อื่น ๆ  โดย ณ วันที่ post ...

Other, you may be interest