รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายไร้สาย

Multiple access points and roaming
  • โดยทั่วไปแล้วการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคาร และ 1000 ฟุต ภายนอกอาคาร
  • หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้าง มากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน จะต้องมีการเพิ่มจุดการติดตั้ง AP ให้มากขึ้น เพื่อให้การรับส่งสัญญาณในบริเวณของเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง




Use of an Extension Point
  • กรณีที่โครงสร้างของสถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหาผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้ Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สาย เป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ



The Use of Directional Antennas
  • ระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่างกัน


















ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/553-wirelessconnection.html



































































ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN)


ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) เกิดขึ้นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1971 บนเกาะฮาวาย โดยโปรเจกต์ ของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่ชื่อว่า “ALOHNET” ขณะนั้นลักษณะการส่งข้อมูลเป็นแบบ Bi-directional ส่งไป-กลับง่ายๆ ผ่านคลื่นวิทยุ สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ 4 เกาะโดยรอบ และมีศูนย์กลางการเชื่อมต่ออยู่ที่เกาะๆหนึ่ง ที่ชื่อว่า Oahu
ระบบเครือข่ายไร้สาย ( WLAN = Wireless Local Area Network) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีความคล่องตัวมาก ซึ่งอาจจะนำมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มต่อกับระบบเครือข่ายแลนใช้สายแบบดั้งเดิม โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุในย่านวิทยุ RF และ คลื่นอินฟราเรด ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ผ่านอากาศ, ทะลุกำแพง, เพดานหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยปราศจากความต้องการของการเดินสาย นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังมีคุณสมบัติครอบคลุมทุกอย่างเหมือนกับระบบ LAN แบบใช้สาย
ที่สำคัญก็คือ การที่มันไม่ต้องใช้สายทำให้การเคลื่อนย้ายการใช้งานทำได้โดยสะดวก ไม่เหมือนระบบ LAN แบบใช้สาย ที่ต้องใช้เวลาและการลงทุนในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์




 ประโยชน์ของระบบเครือข่ายไร้สาย
  • mobility improves productivity & service มีความคล่องตัวสูง ดังนั้นไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปที่ไหน หรือเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปตำแหน่งใด ก็ยังมีการเชื่อมต่อ กับเครือข่ายตลอดเวลา ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะการส่งข้อมูล
  • installation speed and simplicity สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสายเคเบิล และไม่รกรุงรัง
  • installation flexibility สามารถขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย เพราะเพียงแค่มี พีซีการ์ดมาต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊ค หรือพีซี ก็เข้าสู่เครือข่ายได้ทันที
  • reduced cost- of-ownership ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม ที่ผู้ลงทุนต้องลงทุน ซึ่งมีราคาสูง เพราะในระยะยาวแล้ว ระบบเครือข่ายไร้สายไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษา และการขยายเครือข่ายก็ลงทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า เนื่องด้วยความง่ายในการติดตั้ง
  • scalability เครือข่ายไร้สายทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถโยกย้ายตำแหน่งการใช้งาน โดยเฉพาะระบบที่มีการเชื่อมระหว่างจุดต่อจุด เช่น ระหว่างตึก




ประเภทของระบบเครือข่ายไร้สาย
  • แบบ Peer-to-peer ( Ad hoc Mode )
    • รูปแบบการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นลักษณะ การเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter cards โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบใช้สายเลย โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทำงานของตนเองได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้ เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานเพื่อจุดประสงค์ในด้านความรวดเร็วหรือติดตั้งได้โดยง่ายเมื่อไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ ยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม, หรือการประชุมที่จัดขึ้นนอกสถานที่
      2.2 Client/server (Infrastructure mode)






แบบ Client/Server (Infrastructure Mode)
  • เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือ “Hot spot” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client)
  • กระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ รับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรัศมีของ AP จะกลายเป็นเครือข่ายกลุ่มเดียวกันทันที โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถติดต่อกัน หรือติดต่อกับ Server เพื่อแลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลได้ โดยต้องติดต่อผ่าน AP เท่านั้น
  • AP 1 จุด สามารถให้บริการเครื่องลูกข่ายได้ถึง 15-50 อุปกรณ์ ของเครื่องลูกข่าย
  • เหมาะสำหรับการนำไปขยายเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบใช้สายเดิมในออฟฟิต, ห้องสมุด หรือในห้องประชุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น












 ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/73-wirelesslan.html

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (LAN Topology)



เราสามารถแบ่งรูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 4 รูปแบบ หลักๆ ได้แก่
  • แบบ BUS
  • แบบ Ring
  • แบบ Star
  • แบบ Hybrid
โดยมีรายละเอียดการเชื่อมต่อในแบบต่างๆดังนี้





แบบ BUS
  • จะมีสายสัญญาณหลัก 1 เส้น
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั้งที่เป็นแม่ข่ายและลูกข่ายจะต้องเชื่อมต่อกับสายเคเบิ้ลหลักเส้นนี้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็น Node เมื่อเครื่องลูกข่ายเครื่องที่หนึ่ง (Node A) ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่องลูกข่ายเครื่องที่สอง (Node C) จะต้องส่งข้อมูล และแอดเดรสของ Node C ลงไปบนบัสสายเคเบิ้ลนี้ เมื่อเครื่องลูกข่ายเครื่องที่สอง (Node C) ได้รับข้อมูลแล้วจะนำข้อมูลไปใช้งานต่อตามต้องการ




แบบ Ring
  • การเชื่อมต่อแบบวงแหวน
  • เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งวนจนครบเป็นวงจร
  • ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งไปอีกครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง
  • ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
  • ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก
  • เป็นเครื่องข่ายแบบ Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ






แบบ Star
  • การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้จะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ
  • เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อผ่าน Hub
  • สายเคเบิ้ลที่ใช้ส่วนมากจะเป้น UTP และ Fiber Optic
  • ในการส่งข้อมูล Hub จะเป็นเสมือนตัวทวนสัญญาณ (Repeater)
  • ปัจจุบันมักใช้ Switch เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อแทน Hub เนื่องจากมีประสิทธิภาพการทำงานที่สูงกว่า






แบบ Hybrid  
  • เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
  • เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
  • ระบบ Hybrid Network นี้จะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical หรือ Tre ที่มีลำดับชั้นในการทำงาน
 




ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/552-lantopology.html































































































































ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์



"ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์" หรือ "ระบบเน็ตเวิร์ก" คือ การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันได้"



ประโยชน์ที่ได้จากการใช้งานระบบเครือข่าย เช่น
  • การใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น
    • เครื่องพิมพ์
    • อินเตอร์เน็ต
    • อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล
  • การแชร์ไฟล์ - เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกติดตั้งเป็นระบบเน็ตเวิร์กแล้วการใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกัน หรือการแลกเปลี่ยนไฟล์จะสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องใช้ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลใดๆมาช่วยในการโอนย้ายข้อมูล
  • การติดต่อสื่อสาร - คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเป็นระบบเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆภายในเครือข่ายเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่สารด้วยข้อความ (Text) หรือ เสียง (Voice) ทั้งนี้จะต้องมีการติดตั้งโปรแกรมที่ตรงกับความต้องการเพิ่มเติม


ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
  1. LAN (Local Area Network) คือ เครือข่ายเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเล็กๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น ระบบเครือข่ายภายในบ้าน หรือ สำนักงาน
  2. MAN (Metropolitan Area Network) คือ ระบบเครือข่ายระดับเมือง เป็นระบบเครือข่ายที่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารของบริษัทผู้ให้บริการทางด้านการสื่อสาร เนื่องจากมีระยะทางในการติดต่อระหว่างอุปกรณ์ที่ค่อนข้างไกลทำให้ไม่สะดวกที่จะใช้เครือข่ายที่เป็นแบบ LAN เช่น พนักงานทำการบันทึกข้อมูลผ่านเครื่องลูกข่าย (Client) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานบนถนนสาทรโดยที่ข้อมูลนั้นต้องนำไปบันทึกลงในเครื่องแม่ข่าย (Server) ซึ่งตั้งอยู่ี่ำนักงานนถนนติวานนท์
  3. WAN (Wide Area Network) เป็นเครือข่ายสำหรับเชื่อมต่อเครือข่ายย่อยๆ หรือเครือข่ายคนละชนิดที่อยู่ห่างไกลกันมากๆ เช่น คนละจังหวัด หรือคนละประเทศเข้าด้วยกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเครือข่ายที่เรียกว่า "อินเตอร์เน็ต" นั่นเอง
  4. PAN (Personal Area Network) คือ เครือข่ายส่วนบุคคล มักเป็นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์พกพาส่วนบุคลผ่านอุปกรณ์ไร้สายที่มีกำลังส่งไม่มากนัก เช่น บลูทูธ เป็นต้น




ประเภทของระบบเครือข่าย
  • Peer To Peer
    • เป็นระบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนระบบเครือข่ายมีฐานะเท่าเทียมกัน คือ ทุกเครื่องสามารถจะใช้ไฟล์ในเครื่องอื่นได้ และสามารถให้เครื่องอื่นมาใช้ไฟล์ของตนเองได้เช่นกัน
    • ระบบ Peer To Peer มีการทำงานแบบกระจาย (Distributed System) โดยจะกระจายทรัพยากรต่างๆ ไปสู่เวิร์กสเตชั่นอื่นๆ มักมีปัญหาเรื่องการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลที่เป็นความลับจะถูกส่งออกไปสู่คอมพิวเตอร์อื่นเช่นกัน
  • Client / Server
    • เป็นระบบการทำงานแบบ Distributed Processing หรือ การประมวลผลแบบกระจาย โดยจะแบ่งการประมวลผลระหว่างเครื่องแม่ข่าย (Server) กับเครื่องลูกข่าย (Client) แทนที่แอพพลิเคชั่นจะทำงานอยู่เฉพาะบนเครื่องแม่ข่าย (Server) ก็จะมีการแบ่งการประมวลผลของโปรแกรมบางส่วนมาทำงานบนเครื่องลูกข่าย (Client) และเมื่อใดที่เครื่องลูกข่ายต้องการใช้ข้อมูลก็จะมีการส่งคำร้องขอไปยัง เครื่องแม่ข่ายให้นำเฉพาะข้อมูลส่วนที่ต้องการนั้นๆส่งกลับมายังเครื่องลูก ข่ายเพื่อนำไปใช้งานตามต้องการต่อไป






ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/80-networksystem.html



















































































































IP Address

IP Address คือ หมายเลขประจำตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายที่ใช้โปรโตคอลแบบ TCP/IP  ประกอบไปด้วยุดข้อมูลตัวเลข 4 ชุด แต่ละชุดถูกคั่นด้วยเครื่องหมาย (.)  โดยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีค่าไม่ซ้ำกัน สามารถแบ่งได้ป็น 2 ประเภท คือ
  • Internal IP
    • หมายเลข IP Address ที่อยู่ภายในระบบเครือข่ายเดียวกัน (เชื่อมต่อและได้รับการกำหนด (จ่าย) หมายเลข IP Address มาจาก Router เดียวกัน)
    • ตามรูปได้แก่หมายเลข
      • 192.168.0.1
      • 192.168.0.2
      • 192.168.0.3
      • 192.168.0.4
    • สังเกตุได้ว่าหมายเลข IP Address นั้นจะมีชุดข้อมูล 3 ชุดแรกที่เหมือนกัน คือ 192.168.0 ทำให้ทราบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านี้อยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน และ มีชุดข้อมูลชุดสุดท้าย (ชุดที่ 4) ต่างกัน ซึ่งเป็นชุดข้อมูลเฉพาะของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องซึ่งไม่อณุญาติให้ซ้ำกัน
  • External IP
    • หมายเลข IP Address ที่ได้รับมาจากภายนอกเครือข่าย (ตามรูปภาพ ได้มาจากบริษัทผู้ให้บริการ Internet)
    • ตรวจสอบข้อมูลนี้ได้จาก Router เท่านั้น เนื่องจาก Router เป็นอุปกรณ์ตัวเดียวที่เชื่อมต่ออยู่กับระบบเครือข่ายภายนอก (Internet) โดยตรง (แต่ทำหน้าที่เป็นประตูทางผ่าน (Gateway) ไปสู่ระบบ Internet ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายในครือข่าย)
    • อาจเรียก IP Address ประเภทนี้ได้ว่า WAN IP หรือ Internet IP
      • ตามรูปได้แก่หมายเลข 124.120.1.20



ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/81-ip-address.html















































RAID

RAID (Redundant Array of Independent Disks) เป็นเทคโนโลยีในการนำเอา Hard Disk จำนวนมากกว่า 1 ตัว มาทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่, ความเร็ว วมถึงความปลอดภัยในการบันทึกและจัดเก็บข้อมูล

ระบบ RAID ที่นิยมใช้งานกันมีดังนี้


  • RAID 0 - เร็วจริง แต่ไม่ปลอดภัย
    • เป็นการทำ RAID แบบที่ง่ายที่สุด ซึ่งเป็นการนำเอา Hard Disk จำนวนมากกว่า 1 ตัว (หรือมากกว่า) มาทำงานร่วมกันในลักษณะ non-redundant แล้วให้ระบบมองว่าเป็น Hard Disk ตัวเดียวกัน เรียกว่า "Logical Drive" เช่น
      • ถ้ามี Hard Disk 100 GB. จำนวน 2 ตัว ติดตั้งไว้ในเครื่อง โดยปกติตัวแรกจะเป็นถูกกำหนดให้เป็น Drive C อีกตัวก็จะเป็น Drive D
      • เมื่อเราสร้างระบบ RAID 0 ขึ้นมา พื้นที่ของ Hard Disk ทั้ง 2 ตัวก็จะถูกรวมให้เป็น Drive อันเดียวกัน และถูกกำหนดให้เป็น Drive C แต่มีขนาด 200 GB. (Hard Disk1: 100 GB. + Hard Disk2: 100 GB. ) โดยที่โปรแกรมต่างๆก็จะมอง Drive ใหม่นี้เป็น Drive C ที่มีขนาด 200 GB. เช่นเดียวกัน
    • ใช้วิธีการแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ (Data Stripping) เพื่อนำไปแยกเก็บไว้ใน Hard Disk แต่ละตัว
    • ข้อดี
      • ทำให้การเข้าถึงข้อมูลทำได้เร็วขึ้น เพราะมีหัวอ่าน/เขียนข้อมูลเพิ่มขึ้น (Hard Disk 2 ตัว ช่วยกันทำงาน)
      • เป็นการเพิ่มขนาดพื้นที่สำหรับใช้บันทึกข้อมูล (Hard Disk1 + Hard Disk2)
    • ข้อเสีย
      • เนื่องจากระบบ RAID 0 จะไม่มีการทำการสำรองข้อมูลใดๆทั้งสิ้น แม้แต่การทำ Parity Bit ก็ไม่มี ดังนั้นหากมี Hard Disk ตัวใดตัวหนึ่งเสียก็จะทำให้ Logical Drive ที่ถูกสร้างขึ้นมาเสียไปด้วย และก็จะมีผลกระทบต่อไปยังข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้


  • RAID 1 - เน้นเรื่องความปลอดภัย

    • RAID 1 จะทำงานโดยการบันทึกข้อมูลทั้งหมดลง Hard Disk ตัวแรก เหมือนการทำงานโดยปกติของ Hard Disk ทั่วไป แต่จะมีการสำรองข้อมูลจากไปยัง Hard Disk ตัวที่สองอยู่ตลอดเวลา (Data Mirroring) เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล โดยมีเงื่อนไขว่า Hard Disk ทั้ง 2 ตัวนี้จะต้องขนาดเท่ากันพอดี และหากเป็นไปได้ก็ควรจะเป็น Hard Disk ที่มียี่ห้อ และรุ่นเดียวกัน
    • ข้อดี
      • ข้อมูลจะถูกสำรองไว้ตลอดเวลา ถ้ามี Hard Disk ตัวใดตัวหนึ่งเสียขึ้นมา Hard Disk อีกตัวก็จะขึ้นมาทำงานแทนทันที และถ้าในกรณีที่ Server มีระบบ Hot Swap อยู่ ก็จะทำให้เราสามารถถอด Hard Disk ตัวที่เสีย ไปเปลี่ยน แล้วเอาตัวใหม่มาติดตั้งกลับเข้าไปได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องปิดเครื่อง และทันทีที่เราเอา Hard Disk ตัวใหม่มาติดตั้งกลับเข้าไป ระบบก็จะทำการสำรองข้อมูลจาก Hard Disk ตัวที่มีเหลืออยู่เดิมไปยัง Hard Disk ตัวใหม่โดยอัตโนมัติทันที
    • ข้อเสีย
      • เนื่องจาก RAID 1 ใช้วิธีการสำรองข้อมูลแบบกระจกเงา (Data Mirroring)  ทำให้ทุกครั้งที่มีการบันทึกข้อมูลลงใน Hard Disk ัวแรก ก็จะมีการสำรองข้อมูลไปลงใน Hard Disk ตัวที่สองเสมอ นั่หมายความว่า ระบบจะต้องมีการบันทึกข้อมูลลงใน Hard Disk ถึง 2 ครั้งต่อชุดข้อมูล 1 ชุด ซึ่งก็จะมีผลทำให้ภาระในการบันทึกข้อมูลถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับการบันทึกข้อมูลตามปกติ


  • RAID 0 + 1 
    • เป็นการนำเอาข้อดีของ RAID 0 และ RAID 1 มารวมกัน ทำให้มีพื้นที่ในการใช้งานเพิ่มขึ้น (Hard Disk1 + Hard Disk2) และมีการทำสำเนาตามแบบของ RAID 1 พร้อมกันไปด้วย
    • ทั้งนี้ต้องมีนำ Hard Disk มาทำเป็น RAID 0 ก่อนจำนวน 2 ชุดก่อน (Hard Disk 4 ตัว)
      • Logical Drive1
        • Hard Disk1 + Hard Disk2
      • Logical Drive2
        • Hard Disk3 + Hard Disk4
      • ซึ่งจะทำให้ได้ Logical Drive จำนวน 2 ชุด (Logical Drive1 และ Logical Drive2) หลังจากนั้นจึงสร้าง RAID 1 ขึ้นมาอีกทีจาก Logical Drive ทั้ง 2 ชุดนั้น
    • ข้อเสีย
      • หาก Hard Disk ตัวหนึ่งตัวใดเสียขึ้นมา ก็จะมีผลทำให้ Logical Drive ที่เกิดจาก Hard Disk ตัวนั้นเสียตามไปด้วย และในที่สุดก็จะมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบทั้งหมด


  • RAID 1 + 0
    • RAID 1 + 0 มีการทำงานคล้ายกับ RAID 0 + 1 เพียงแต่จะเริ่มสร้าง RAID 1 มาก่อน 2 ชุด เพื่อทำการสำรองข้อมูล หลังจากนั้นแล้วจึงค่อยสร้าง RAID 0 ขึ้นมาอีกที เพื่อรวมพื้นที่การทำงานทั้งหมดเข้าด้วยกัน
    • เป็นวิธีที่นิยมมากกว่า RAID 0 + 1
    • ข้อดี
      • ถ้า Hard Disk ตัวไหนเสีย จะไม่ทำให้ Logical Drive เสียไปด้วย (ต่างจาก RAID 0 + 1 โดยสิ้นเชิง)


  • RAID 5
    • RAID 5 เป็นระบบ RAID ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ต้องการ Hard Disk อย่างน้อย 3 ตัวขึ้นไปในการทำงาน
      • โดยการนำพื้นที่ของ Hard Disk แต่ละตัวมาเก็บรวมกันเป็น 1 Logical Drive เหมือนการทำงานของ RAID 0
      • หลังจากนั้นจึงสร้าง Parity Bit เพื่อใช้กู้ข้อมูลของแต่ละ Drive ขึ้นมาหากเกิดข้อผิดพลาด โดยแยกออกไปเขียนใน Drive อื่นๆ เช่น Parity Bit ของ Hard Disk1 จะนำไปไว้ที่ Hard Disk3 ของ Hard Disk3 ก็จะนำไปไว้ที่ Hard Disk2 ส่วนของ Hard Disk2 ก็จะนำไปไว้ที่ Hard Disk1 เป็นต้น


หมายเหตุ:
  • ในการสร้างระบบ RAID ควรใช้ Hard Disk ที่มียี่ห้อและรุ่นเดียวกัน
  • การทำ RAID นั้น ทำได้ทั้งแบบที่ใช้ Hardware และ SoftWare
  • สามารถหาข้อมูลและศึกษาวิธีการสร้างระบบ RAID ด้จากคู่มือการใช้งานของ Hardware และ Software แต่ละตัว  
ขอบคุณภาพประกอบและข้อมูลบางส่วนจาก http://www.raids.co.uk/




ขอขอบคุณบทความจาก http://www.thaiipcamera.com/network/50-info/617--hard-disk-raid.html










































































































..
































































































..

วิวัฒนาการ Windows

01-08-2010

วิวัฒนาการ Windows

Windows 1.0
Windows 1.0 เป็น OS แบบ 16 bit ที่มี GUI ตัวแรกของ Microsoft
ออกวางขายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 1985 ในรูปแบบของ Floppy Disk โดยผู้ใช้ต้องลง DOS ก่อน แล้วถึงลง Windows 1.0 ตามอีกที
สามารถรันโปรแกรมของ DOS แบบ Multitasking ได้โดยมีข้อจำกัดบางอย่าง
ต้องการ Ram ขั้นต่ำ 384 KB (แนะนำ 512 KB)
Windows 1.0 มี Shell ชื่อ MS-DOS Executive
โปรแกรมที่มาพร้อมกับ OS ก็มีพวก Calculator, Calendar, Cardfile, Clipboard viewer, Clock, Control Panel, Notepad, Paint,Reversi, Terminal, และ Write


Windows 2.0
Windows 2.0 ก็ยังเป็น 16 bit อยู่
ออกวางจำหน่ายในปี 1988 แถมมากับคอมพิวเตอร์ของ AT&T ในฐานะของโปรแกรมทดสอบสำหรับสถานศึกษา
Windows 2.0 เริ่มมีระบบ Plug & Play แล้ว
สิ่งที่พัฒนาจาก Windows 1.0 คือสามารถลาก Application ที่รันอยู่ไปวางซ้อนกันได้ มี Keyboard Shortcut และมีปุ่ม Minimize/Maximize หน้าต่าง


Windows 3.0
Windows 3.0 ออกจำหน่ายในวันที่ 22 พฤษภาคม 1990
เป็น Windows รุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง และสามารถฟาดฟันกับ OS เจ้าถิ่นในสมัยนั้นอย่าง Apple Macintosh ได้
Windows 3.0 มี Protected/Enhanced mode เพื่อให้ Applicaton ของ Windows สามารถใช้ Memory เยอะได้มากกว่าที่ DOS จัดมาให้ (ยังรันบน DOS อยู่)


Windows 3.1X
เชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้กัน สำหรับ Windows ตัวนี้
Windows 3.1X ออกมาสานต่อความสำเร็จของ Windows 3.0
โดยออกจำหน่ายในเดือนมีนาคม 1992 Windows 3.1X ออกแบบมาโดยใช้โทนสีชื่อ Hotdog Sand ซึ่งประกอบด้วยสีหลักๆ คือ แดง เหลือง ดำ เพื่อช่วยให้คนที่ตาบอดสีในระดับหนึ่งสามารถมองตัวอักษร, ภาพได้สะดวกขึ้น
Windows for Workgroups 3.1 ออกมาในเดือนตุลาคม 1992 โดยเพิ่มเติมในส่วนของการสนับสนุนระบบเครือข่าย


Windows 3.11 NT
Windows 3.11 NT เป็น Windows ตัวแรกของสาย NT โดยเน้นในทาง Server กับทางธุรกิจ
ออกจำหน่ายในวันที่ 27 กรกฎาคม 1993
ออกจำหน่ายด้วยกัน 2 รุ่นคือ Windows NT 3.1 กับ Windows NT Advanced Server
Windows 3.11 NT มีระบบความปลอดภัยในการรัน Application ที่เข้มงวดขึ้น โปรแกรมไหนที่ติดต่อกับ Hardware โดยตรง หรือยังใช้ Driver ของระดับ DOS อยู่ จะไม่อนุญาตให้รัน ทำให้ระบบมีความเสถียรขึ้นกว่าเดิมมาก
นอกจากนี้ยังมีการเพิ่ม Win32 ซึ่งเป็น API แบบ 32 bit


Windows 95
Windows 95 เป็น OS ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของ Microsoft
ออกจำหน่ายในวันที่ 24 สิงหาคม 1995 เริ่มแยกตัวออกจาก DOS แล้ว (ยังมีหลงเหลือการใช้งาน Code บางส่วนจาก DOS อยู่)
โดย Microsoft ได้ออก MS-DOS 7.0 ซึ่งเป็น DOS รุ่นปรับปรุงความสามารถเพื่อให้รองรับ Windows ใน Windows 95 นี้
มีการปรับปรุง User Interface เป็นแบบใหม่ โดยแทบจะไม่เหลือสิ่งเดิมๆ ที่เคยมาจาก Windows รุ่นก่อนๆ
สิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาก็ได้แก่ Taskbar, Start button ,Start menu, และมี Windows Explorer เอาไว้จัดการไฟล์
Windows 95 รองรับการตั้งชื่อไฟล์ได้สูงสุด 255 ตัวอักษร รวมนามสกุล (ใน Windows รุ่นก่อนๆ ตั้งชื่อไฟล์ในระบบ 8.3 คือชื่อไฟล์ 8 ตัว นามสกุลอีก 3 ตัว ซึ่งเป็นข้อจำกัดมาจาก DOS) มีการทำงานแบบ 32 bit Multitasking


Windows 98
Windows 98 ออกจำหน่ายในวันที่ 24 มิถุนายน 1998
มีการนำเอา Interface แบบ Web มาใส่ใน Windows และยัดเยียด Internet Explorer 4 มาให้ใช้พร้อม
โดยตอนแรกจะให้มาแทน Windows 95 แต่ไปๆ มาๆ Windows 98 รุ่นแรกกลับมีปัญหามาก การใช้งานก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แถมตอนงานเปิดตัวก็ดันไปขึ้นจอฟ้าโชว์สาธาณชนอีกต่างหาก
งานนี้เลยต้องออก Windows 98 SE (Second Edition) ออกมาแก้ตัวในวันที่ 5 พฤษภาคม 1999
โดยแก้บั๊ก และปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มเติมการรองรับ USB และอัพเกรด IE เป็นรุ่น 5.0


Windows 2000
Windows 2000 พัฒนาจาก Windows NT 4
ตอนแรกใช้ชื่อ Windows NT 5 แต่ด้วยกระแสปี 2000 ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น Windows 2000
โดยวางเป้าหมายไว้ที่กลุ่มผู้ใช้ด้วนธุรกิจ,Notebook ,และ Server
ออกวางจำหน่ายในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2000 มีออกมาทั้งหมด 4 รุ่น คือ Professional, Server, Advanced Server, และ Datacenter Server
ในปี 2001 ก็ออก Windows 2000 Advanced Server Limited Edition และ Windows 2000 Datacenter Server Limited Edition เพื่อมารันบน CPU Intel Itanium ซึ่งเป็น CPU 64-bit
โดย Microsoft ตั้งความหวังให้ Windows 2000 เป็น Windows ที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากที่สุด แต่มันกลับตกเป็นเป้าหมายของไวรัสตัวแรงๆ โดยเฉพาะ Nimda กับ Code Red


Windows Millennium Edition (ME)
Windows Millennium Edition พัฒนามาจากสาย Windows 9x โดยตั้งชื่อเกาะกระแสปี 2000 อีกตามเคย
Windows ME เป็น OS ลูกผสม 16-bit/32-bit
ออกวางจำหน่ายในวันที่ 14 กันยายน 2000 โดยมาพร้อมกับ Internet Explorer 5.5, Windows Media Player 7, และ Windows Movie Maker (มี System Restore ด้วย)
โดยปรับปรุง User Interface ให้ดูคล้ายๆ Windows 2000 ซึ่งผลตอบรับของ Windows ME คือถูกด่าแหลกราญ ทั้งเรื่องบั๊กมากมายมหาศาล
และการที่มันแทบจะไม่มีอะไรเพิ่มเติมจาก Windows 98 SE เลย นอกจาก Interface กับโปรแกรมใหม่ๆ (ซึ่งตอนนั้น IE 5.5 กับ WMP7 ก็ดาวน์โหลดได้ฟรีๆ จากเว็บ Microsoft) แถมกระแส Millenium ก็ใกล้จะหายแล้ว (มันออกมาขายช่วงท้ายปี) คนก็เลยไม่รู้ว่ามันจะออกมาทำเพื่ออะไร


Windows XP
Windows XP เป็นการรวมสายการพัฒนา ของ Windows 9x กับ NT เข้าด้วยกัน
ออกวางจำหน่ายในวันที่ 25 ตุลาคม 2001 ถ้านับตั้งแต่วันที่วางขายถึงตอนเดือนมกราคมปี 2006 ก็ขายได้มากกว่า 400 ล้านชุดแล้ว (ไม่รวมของเถื่อนอีก) ได้รับความนิยมสูงมาก และครองตลาดอยู่นานมากๆ จนเรียกได้ว่า OS ของคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในโลกนี้เป็น Windows XP
โดย Windows XP เน้นการใช้งานส่วนบุคคล ชื่อ XP มาจากคำว่า Experience ซึ่งหมายถึง ประสปการณ์ โดย Microsoft บอกว่า ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการใช้ Windows XP ซึ่งคำพูดนี้เป็นจริงแค่ไหน เราทุกคนคงรู้กันดี
Windows XP ออกมาแทนที่ Windows 2000 กับ Windows ME ได้สมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งตอนแรกๆ ก็มีคำตำหนิเรื่องการทำงานอยู่บ้าง แต่หลังจากออก Service Pack 2 ในปี 2004 ที่เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยเข้ามา มันก็กลายเป็น OS ที่ครองตลาด PC ไปเลย
Windows XP มีออกมา 2 รุ่น คือ Windows XP Home กับ Windows XP Professional และมี Windows XP Media Center ตามออกมาทีหลังโดยเน้นความบันเทิงเป็นหลัก
การเปลี่ยนแปลงของ Windows XP ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็เป็นเรื่องของ User Interface
โดยเปลี่ยนจากแบบเหลี่ยมๆ เทาๆ มันเป็นแบบหน้ามน มีสีสันสดใส รวมทั้ง Icon ต่างๆ ก็ถูกเปลี่ยนใหม่ แสดงสีสันได้มากขึ้น
Windows XP มาพร้อมกับ Internet Explorer 6 ที่ไม่มีวันตาย และ Windows Media Player 8 (อัพเป็น 9 ใน SP2)


Windows Vista
Windows Vista แต่เดิมใช้ชื่อว่า Longhorn
มีการพัฒนาอย่างยาวนาน จนในที่สุดก็ออกมาวางขายในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2006 พร้อมกับเสียงก่นด่านับไม่ถ้วน ตั้งแต่เรื่องกินสเปค ทำงานช้า Error บ่อย ไม่ Support โปรแกรมเก่าๆ ฯลฯ ถึงแม้จะมีการออก Service Pack มาแก้ปัญหาถึง 2 ตัว จนมันทำงานได้ดีแล้ว
แต่ชื่อ Windows Vista ก็จะถูกจดจำไปอีกนานในฐานะ Windows ที่ล้มเหลวที่สุดของ Microsoft
Windows Vista พัฒนาจาก XP ไปเยอะมาก
ทั้งเรื่องระบบความปลอดภัย มีการใส่ User Account Control เข้ามา เพื่อสร้างความปลอดภัย และความรำคาญให้กับผู้ใช้
Windows Aero ขอบหน้าต่างใสๆ
ปรับปรุง และเพิ่มโปรแกรมด้าน Multimedia เช่น Windows Media Player 10,Windows DVD Maker ปรับปรุงระบบ API ใส่ .NET 3.0 มาให้ด้วยเลย
และด้าน Network ก็มาพร้อมกับ Internet Explorer 7 ที่ไม่มีใครอยากใช้


Windows 7
จากความล้มเหลวใน Vista ทำให้ Microsoft แก้ตัวใหม่ โดยรื้อระบบใหม่เยอะมากๆ ปรับปรุงด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้ดีขึ้นไปอีก กินแรมน้อยลงกว่า Vista มาก
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของ Windows 7 คือ Taskbar แบบใหม่ ที่เรียกว่า Superbar
นอกนั้น ก็เป็นการเพิ่มความสามารถใหม่เข้ามา รวมถึงปรับปรุงโปรแกรมเก่าๆ ที่อยู่คู่กับ Windows มาช้านาน เช่น Paint, Wordpad, Calculator
โดย Windows 7 ได้รับคำชมจากผู้ใช้มา ตั้งแต่ออกตัว Beta มาแล้ว
และหลังจากออกตัว RC 1 มาให้ใช้กันฟรี ๆ ถึง 1 ปี Windows 7 ก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่ออกวางจำหน่ายในวันที่ 29 ตุลาคม 2009
โดยคาดว่าในอีกไม่นาน Windows 7 จะมาเป็น OS หลักสำหรับ PC แทนที่ Windows XP ที่จะมีอายุครบ 10 ปี ในปีหน้า


(ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=41968&extra=&page=1)
...

การรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์

27-07-2010


การรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์



  1. ทำการติดตั้ง Antivirus และ Firewall พร้อมทั้ง Update อยู่เสมอๆ
  2. สำหรับ การปิด port แบบง่ายๆก็คือ ตั้งที่ firewall ( Norton Firewall ) โดย port เข้า ให้ตั้งปิดทุก port ที่เป็น port เข้า ส่วน port ออกให้เปิดเฉพาะ port ที่ต้องการใช้ เช่น เปิด port ออกให้ Browser และที่เราต้องปิด port ออก บางส่วนไว้เพราะ เป็นป้องกัน 2 ชั้น ชั้นแรก การปิด port เข้า เป็นการป้องกันการติดไวรัส และ หนอนอินเตอร์เน็ต ชั้นที่ 2 กรณีที่ติด ไวรัส หรือ หนอนแล้ว การปิด port ออก เป็นการป้องกันไม่ให้ส่งข้อมูลออกไป ทำไม่ได้
  3. กำจัดพวก Spyware ด้วยโปรแกรมกำจัด Spyware
  4. อย่าเก็บข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่อง ให้ write แผ่นข้อมูล และ เก็บไว้ในที่ปลอดภัยที่สุด ต้องมั่นใจว่าไม่มีใครนำข้อมูลที่คุณ write ไปได้ ทางที่ดีควรเข้ารหัสไว้ เดี๋ยวนี้มีโปรแกรมเข้ารหัสมากมาย ตัวอย่างเช่น WinXP Manager เพราะถ้าถูกนำไปได้ ก็ยังเปิดไม่ได้ทันที
  5. ถ้าจำเป็นต้องเก็บข้อมูลสำคัญไว้ให้ทำการเข้ารหัส file นั้นๆไว้ แต่ก็ควรจำไว้ว่า ถ้าเครื่องติดไวรัส file ที่เข้ารหัสอาจถอดรหัสไม่ได้ มันจะเสีย และถ้าเข้ารหัสแล้ว อย่าใช้โปรแกรม Lock file ต่างๆไป ล็อค file ที่เข้ารหัสไว้อีก เพราะ file ที่เข้ารหัสอาจเสียได้
  6. เวลาใช้งาน internet อย่าใช้ IP เดียวนานๆ โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปตอบกระทู้ในที่ต่างๆ
  7. ข้อมูลสำคัญๆในเครื่อง อย่านึกว่าลบแล้วจะลบเลย เพราะสามารถใช้ โปรแกรมกู้ Harddisk กู้ข้อมูลของคุณมาดูได้ วิธีแก้คือ เมื่อทำการลบข้อมูลสำคัญๆแล้ว ให้ format harddisk แล้วลง Windows ใหม่ การลง Windows ใหม่ทำให้กู้คืนข้อมูลไม่ได้ และ ไม่ควร save ข้อมูลลง Harddisk แต่ให้ SAVE ลงแผ่น CD แทน และเวลานำข้อมูลคุณไปเปิดที่เครื่องอื่น ให้เปิดจากแผ่นคุณเท่านั้น และให้เลิกเป็นช่างผู้ใจดี คือ ชอบไป clone โปรแกรมให้คนอื่น เพราะเครื่องที่ถูก clone ให้นั้น สามารถกู้ข้อมูลที่คุณลบไปแล้วขึ้นมาดูได้
  8. ศึกษาหาวิธีที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอย่าคิดว่าระบบของตัวเองดีที่สุด

ครั้งหนึ่งสมัยผมเรียน Computer
ผมคิดว่าถ้าตั้งระบบของเราให้ ปลอดภัยที่สุด เราก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะสามารถ Hack เครื่องเราได้
ผมจึงถามอาจารย์ว่า ทำไมเราต้องหาวิธีป้องกันระบบเราทุกวัน
อาจารย์ผม ตอบว่า ก็เพราะไม่มีระบบใดปลอดภัยที่สุด
มันอาจจะปลอดภัยที่สุดในวันนี้ แต่วันหน้าไม่ใช่
ก็เหมือนกับที่คุณเคยรู้ว่า การ Format Harddisk คือ การลบข้อมูลที่ปลอดภัยที่สุด
แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ ให้คุณ Format สัก 3 ครั้ง ก็กู้ข้อมูลกลับมาได้
จงจำไว้ว่า ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยใน Computer ใด ปลอดภัยที่สุด
เพราะทุกระบบปฏิบัติการมีช่องว่าง และ หลายโปรแกรม มี Backdoor ที่ผู้สร้างโปรแกรมเขียนไว้
จำไว้ว่า ถ้า Hacker มืออาชีพต้องการ Hack เครื่องคุณ คุณรอดยาก.......
โดยเฉพาะ password นี่ hack ง่ายมากครับ
ผมจะเล่าถึงวิธีการ Hack อย่างง่าย ๆ ให้ฟังว่าเขา ทำกันยังไง
เริ่มแรก hacker ก็จะใช้สายโทรศัพท์ที่อื่น ๆ เช่น เปิดโรงแรมนอกเมือง
จากนั้นก็จะ Remorte ไปยัง Computer เครื่องอื่น ๆ ที่ต้องการนำไป Hack
อาจจะสัก 2-3 ต่อ เพื่อยากแก่การตามค้นหาเพิ่มขึ้น
หลังจากนั้น ก็จะนำ Computer เครื่องที่ Remote ได้ไป Hack อีกที
หรืออาจใช้ proxy หรือ ใช้ โปรแกรมต่างๆช่วย เช่น โปรแกรมที่เปลี่ยน IP
ส่วนการ Hack นั้น Hacker จะทำการ SCAN port ดูว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเปิด Port ไหนไว้บ้าง
หลังจากนั้น Hacker ก็จะเจาะระบบของคุณ รวมถึงการถอดรหัสของคุณก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ใช้เวลาเพียงประมาณไม่เกิน 2 วัน โดยการส่ง packet ไปยัง server เป้าหมาย
เช่น ถามว่า เลข 1 ใช่ไหม ถ้าใช่ ก็ได้ 1 ตัว ถ้าไม่ใช่ก็จะส่งเลข และอักษรอื่นๆไปเรื่อยๆ
เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานอยู่อย่างนี้ประมาณ 2 วัน
อื่ม...... หรือ เราต้องเปลี่ยนรหัสผ่านกันทุกวันไหมนี่.....
และถึงเครื่องคุณมี Firewall ก็อย่าคิดว่าจะรอด
โปรแกรมพวกนี้ป้องกันแค่มือสมัครเล่นเท่านั้น เพราะการผ่าน Firewall ทำได้หลายวิธี
เช่น การสร้าง Encapsulate มาหุ้มไว้ เพื่อหลอกว่า เป็นโปรโตคอล ICMP
ด้วยเหตุนี้ เราจึงนิยม Disable ICMP กันยังไงครับ

อ่านบทความนี้ ซึ่งเขียนโดย LINKGFX.COM เสร็จ
คงรู้แล้ว ควร Write ข้อมูลสำคัญออกจากเครื่องแล้วใส่เก็บไว้ในที่ปลอดภัย
(แต่บางครั้งที่ ที่เราคิดว่าปลอดภัย ก็อันตรายที่สุด)
เสร็จแล้วก็ Format เครื่องคุณ แล้วลง Windows ใหม่
โดยเฉพาะข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลที่หาค่าไม่ได้ของคุณ ควรระวังไว้เป็นพิเศษ
พวกรหัสCr.Card หรือ รหัสต่าง ๆ นี่ต้องท่องจำไว้เอง

(ขอขอบคุณ LINKGFX.COM จาก http://linkgfx.com/security.html)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 14

20-07-2010

  • หยุดการใช้งานโปรแกรมที่ทำงานตลอดเวลา

หยุดการใช้งานโปรแกรมที่ทำงานตลอดเวลา เช่น โปรแกรม WinAMP, WinAMP Agent, Screensaver หรือพวกโปรแกรม Power Management ใน Control Panel
โดยให้ทำการตั้งค่าให้เป็น Never ให้หมด
ทำการปิดส่วน Active Desktop ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่รันไฟล์ Gif ที่มีการขยับไปมาได้
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา โดยมีขั้นตอนดังนี้
  • คลิกขวาบนพื้นที่ว่างในส่วนของ Desktop แล้วเลือกไปที่ Properties คลิกไปที่แท็บ Web
  • คลิกเครื่องหมายถูหน้าตัวเลือก View my Active... ออก
  • จากนั้นคลิกปุ่ม OK 
เพียงเท่านี้ก็สามารถปิดส่วน Active Desktop ได้แล้ว

เมื่อทำขั้นตอนต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ก็ให้เริ่มต้นทำการ ScanDisk เพื่อตรวจหาว่ามีส่วนใดของ HDD เสียหรือผิดปกติ
หลังจากทำการ ScanDisk เสร็จ จึงค่อยทำการ Defrag เพื่อจัดข้อมูลให้เป็นระเบียบในการเรียกใช้ครั้งต่อไป

อีกวิธีในการแก้ไขปัญหา ก็เพียงทำการ Defrag และ ScanDisk ใน Safe Mode เท่านั้น
ซึ่งขั้นตอนในการเข้าสู่ส่วน Safe Mode สามารถทำได้ดังนี้
  1. โดยตอนเปิดเครื่อง ก่อนเริ่มขึ้น Logo หน้าจอ Starting Windows ให้กดปุ่ม F8 บนคีย์บอร์ดรัว ๆ
  2. จากนั้นเลือกตัวเลือกที่ระบุว่า Safe Mode โดยการกดปุ่มบนคีย์บอร์ด เพื่อเข้าสู่ SafeMode แล้วทำการ Defrag หรือ Scandisk ตามปกติ


(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 13

20-07-2010

  • ปัญหาในการ Defragment

คำถาม...

ทำไมการ Scandisk ในวินโดวส์ 98 จึงใช้เวลานานมาก
และเมื่อทำการ Defragment ข้อมูลใน Harddisk เมื่อถึง 11 % แล้วปรากฎว่าโปรแกรมมันจะกลับมาเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง


คำตอบ...

คำถามนี้มักพบมากเป็นพิเศษซึ่งอาการ Run Program Scandisk แล้วขึ้นคำประมาณว่า Scandisk has restarted 10 time because windows or another program has been writing to this drive. Quitting some running programs may enable Scandisk to finish sooner.
หรือเมื่อทำการ Defrag ได้ไม่กี่ % ก็จะกลับมาตั้งต้นที่ 0% ใหม่
ปัญหานี้เกิดจากการที่คุณยังไม่ได้ทำการปิดโปรแกรมที่ยังทำงานอยู่ในขณะนั้น หรือโปรแกรมที่ฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำบางโปรแกรม ที่มีการตรวจเช็คสถานะบางอย่างบ่อย ๆ เช่น โปรแกรม ICQ Netdetect Agent เป็นต้น
จึงทำให้ Harddisk ของเราทำงานโยกย้ายข้อมูลอยู่ตลอดเวลาที่ Scandisk หรือทำการ Defrag ซึ่งการแก้ไขสามารถทำได้ดังนี้

ทำการปิดโปรแกรมที่ใช้งานใน TaskBar ให้หมดก่อน เช่น Scheduled Task, V Shield, RemoveIT เป็นต้น โดยมีขั้นตอนดังนี้
  • เข้าไปที่ System Configuration Utility โดยการคลิกปุ่ม Start แล้วเลือกไปที่ Programs>Accessories>System tools>System Information
  • เลือกเมนูคำสั่ง Tools>System Configuration Utility 
  • ที่แท็บ General ให้คลิกเครื่องหมายถูกหน้าตัวเลือก Diagnostics startup... ในส่วนของ Starup selection 
  • แล้วคลิกปุ่ม OK ก็สามารถทำการปิดโปรแกรมที่ใช้งานในTaskBar ได้แล้ว



(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 12

20-07-2010

  • ใช้ปุ่ม (~) เปลี่ยนตัวอักษรในโปรแกรมออฟฟิศไม่ได้

คำถาม...

ผมได้ลงโปรแกรมวินโดวส์ ME ทับวินโดวส์ 98 แล้วปรากฎว่า
เวลาเปลี่ยนตัวอักษรจากไทยเป็นอังกฤษ หรืออังกฤษเป็นไทยในโปรแกรมออฟฟิศ ซึ่งเมื่อก่อนใช้ปุ่มบนซ้าย (~) ได้ แต่ปัจจุบันใช้ปุ่มนี้เปลี่ยนตัวอักษรไม่ได้แล้ว ต้องใช้ ซึ่งไม่สะดวกมาก ๆ 
ลองเข้าไปแก้ที่ Control Panel ในหมวด Keyboard แล้วก็ยังไม่ดีขึ้น
หรือลงโปรแกรม Office 97 ใหม่ ก็ยังใช้ไม่ได้เหมือนเดิม
ขอให้ช่วยแนะนำวิธีแก้ไขด้วยครับ เป็นเช่นนี้ทั้งหมดเลยไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Word หรือ Excel



คำตอบ...

ที่เป็นอย่างนี้ เพราะวินโดวส์ ME มีการกำหนดค่าแป้นพิมพ์ลัดไม่เหมือนอย่างที่เราคุ้ยเคย
ซึ่งขั้นตอนการแก้ไขนั้น ให้เข้าไปแก้ไขค่าใน Control Panel โดยสามารถทำได้ดังนี้
  • เข้าไปที่ Control Panel โดยการคลิกปุ่ม Start เลือกไปที่ Settings>Control Panel ดับเบิ้ลคลิกที่ตัวเลือก Keyboard 
  • คลิกที่แท็บ Language 
  • คลิกเครื่องหมายถูกหน้าตัวเลือกด้านล่างทั้ง 2 ตัว 
  • คลิกปุ่ม OK 
เพียงเท่านี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว


(ขอขอบคุณข้อมุลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 11

19-07-2010


  • ทำไมอยู่ ๆ ไฟล์ในเครื่องเพิ่มมากขึ้น

คำถาม...

เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ไปนาน ๆ ทำไมจึงมีไฟล์เกิดขึ้นมากมาย และไฟล์ไหนบ้างที่สามารถลบได้


คำตอบ...

หลังจากที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปช่วงหนึ่ง วินโดวส์จะมีการสร้างไฟล์ขึ้นมาเอง เช่น ไฟล์.tmp
หรือ ถ้าทำการลงโปรแกรมบางโปรแกรม โปรแกรมเหล่านั้นก็อาจสร้างไฟล์ขึ้นมาให้เอง เช่น ไฟล์ .bak เป็นต้น
ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมจึงมีไฟล์เกิดขึ้นมาเองมากมาย

โดยไฟล์ที่สามารถลบได้โดยไม่มีผลกระทบตามมา ก็ได้แก่ไฟล์ที่มีนามสกุลต่อไปนี้ .tmp, .BAK, .$$$, .chk, .PCC, ไฟล์ Autoexec และ Config ยกเว้นไฟล์ Autoexec.bat และ Config.sys ห้ามลบเด็ดขาด
เพราะเป็นไฟล์ที่มีส่วนช่วยในการบู๊ตระบบวินโดวส์
ซึ่งหากไม่มีไฟล์ทั้ง 2 นี้ก็จะพบปัญหาตามมาทันที เช่น บู๊ตเครื่องไม่ขึ้น เป็นต้น ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังให้มาก



(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 10

19-07-2010


  • ช่วยด้วย...โฟลเดอร์และโปรแกรมหายไปไหนหมด

คำถาม...

ทำไม Folder และ Program ต่าง ๆ ของ Windows98 หายไปจากหน้าต่างของ Windows ครับ
เกิดจากอะไร Windows ของผมพังหรือเปล่า
จะทำอย่างไรให้ Folder และ Program ต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง


คำตอบ...

ผู้ใช้มือใหม่หลาย ๆ ท่าน หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นมาต้องใจเย็น
แล้วค่อย ๆ ไล่หาสาเหตุของปัญหานั้นทีละขั้นตอน
โดยปัญหาลักษณะนี้ อาจเกิดจากการปรับแต่งให้ Windows ทำการซ่อน Icon บน Desktop ทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนการแก้ไขก็ให้คุณทำตามดังนี้
  • คลิกปุ่ม Start จากนั้นเลือกไปที่ Settings>Folder Options เลือกไปที่แท็บ View
  • ดูในส่วนของ Visual Settings ว่ามีการเลือกที่ตัวเลือก Hide icons when desktop… หรือเปล่าหากว่ามีการเลือกที่ตัวเลือกนี้อยู่ ให้คลิกเครื่องหมายถูกหน้าตัวเลือกนี้ออก
  • คลิกปุ่ม OK 
เพียงเท่านี้ Icon และ Folder ต่าง ๆ ก็จะปรากฎเหมือนเดิมแล้ว
แต่ถ้าหากว่ายังไม่หาย ให้ลองทำการติดตั้ง Windows ลงไปใหม่ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็น่าจะหายไปครับ


(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 9

19-07-2010


  • ลบไฟล์หมดแล้ว แต่ยังปรากฎรายชื่อโปรแกรมในไดอะล็อก Add/Remove Programs
ปัญหาหนึ่งที่อาจพบได้ภายหลังกระบวนการ uninstall นั่นคือ รายชื่อโปรแกรมที่เพิ่งลบทิ้งไปยังคงปรากฎอยู่ในไดอะล็อก Add/Remove Programs

ทางแก้ก็คือ การเข้าไปลบคีย์ใน Registry โดยเรียกโปรแกรม Registry Editor ขึ้นมา
โดยการคลิกปุ่ม Start แล้วเลือกคำสั่ง Run..จากนั้นพิมพ์คำว่า regedit ลงไปในช่อง open
จากนั้นคลิกปุ่ม OK หน้าต่าง Registry Editor ก็จะปรากฎขึ้นมาทันที

จากนั้นเปิดคีย์
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows \CurrentVersion\Uninstall
แล้วทำการลบซับคีย์ของโปรแกรมที่มีปัญหาทั้งไป
เพียงเท่านี้รายชื่อโปรแกรมที่ค้างอยู่ก็จะถูกลบออกไป


(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 8

19-07-2010

  • ขั้นตอนการลบไฟล์ขยะโดยอัตโนมัติ
คำถาม...

คือ ผมใช้วินโดวส์ 98 อยู่ตอนนี้ ผมต้องการทราบว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถลบไฟล์ชั่วคราวที่สิงสถิตอยู่ใน ไดเร็คทอรี C:\Windows\Temp ได้โดยอัตโนมัติ เพราะมีความรู้สึกว่ามันกินเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์อย่างมาก จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง




คำตอบ...

วิธีการที่ดีที่สุดคือ การเพิ่มบรรทัด del C:\Windows\Temp\*.tmp>nul ลงไปในไฟล์ Autoexec.bat เพื่อให้ดอสลบไฟล์ชั่วคราวเหล่านี้ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง โดยมีขั้นตอนดังนี้
  • ดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอน My Computer
  • ดับเบิ้ลคลิกที่ไดรว์ C:
  • คลิกขวาที่ไฟล์ Autoexec. Bat แล้วเลือก คำสั่ง Edit
  • พิมพ์คำว่า del C:\Windows\Temp\*.tmp>nul เพิ่มลงไปในบรรทัดใหม่
  • คลิกเมนูคำสั่ง File>Save เพื่อทำการบันทึกค่า 
เพียงเท่านั้นเวลาบู๊ตเครื่องเข้าสู่วินโดวส์ไฟล์ขยะก็จะถูกลบออกไปทุกครั้ง แบบอัตโนมัติ



(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 7

19-07-2010

  • ลบรายชื่อไฟล์ในส่วน Document ได้อย่างไร
ผู้ใช้หลายคนคิดว่าไฟล์ที่อยู่ในรายการ Document ที่ส่วนของเมนู Start นั้น ลบไม่ได้
แต่แท้ที่จริงแล้ว เราสามารถลบรายชื่อเหล่านั้นออกไปจากรายการ Document ได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งขั้นตอนการลบไฟล์ในรายการดังนี้
  • คลิกปุ่ม Start แล้วเลือกไปที่ Settings>Taskbar and Start Menu
  • คลิกที่แท็บ Advanced (ถ้าเป็นวินโดวส์ 98 ก็คลิกที่แท็บ Start Menu Program)
  • คลิกปุ่ม Clear 
เพียงเท่านั้นไฟล์ที่อยู่ในรายการ Document ก็จะถูกลบทั้งหมด
คราวนี้ไปทำอะไรไว้ก็ไม่ต้องกลัวคนอื่นจะมาเห็นแล้ว


(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

การแก้ไขปัญหาบน Windows # 6

19-07-2010

  • เผลอใช้คำสั่ง Empty Recycle Bin ทำอย่างไรจะกู้ไฟล์คืนมาได้
คำถาม...

พอดีผมเผลอไปลบไฟล์ภายในเครื่องฯ เข้า แล้วดันไปใช้คำสั่ง Empty Recycle Bin ทำให้ไฟล์ใน ถังขยะหายไปหมด จะมีวิธีใดบ้างที่ผมจะสามารถกู้ไฟล์นั้นคืนมา เพราะเคยทราบว่ามีวีธีการทำได้แม้ลบจาก Recycle Bin แล้วก็ตาม






คำตอบ...

บางครั้งเราอาจลืมลบไฟล์สำคัญ ๆ ไป แต่ด้วยความที่คิดว่ามันยังอยู่ในถังขยะ จึงยังไม่ทำการกู้ข้อมูลคืนมา
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ดันลืมก็เลยไปเผลอใช้คำสั่ง Empty Recycle Bin
คราวนี้หลาย ๆ คนไมเกรนคงถามหาเป็นแน่
ฉะนั้น หากว่าจะลบไฟล์อะไร อย่าลืมคิดสักนิด ดูให้ดีก่อนว่าจะยังคงใช้ไฟล์นั้นหรือไม่ เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจึงลบไฟล์นั้นทิ้งไป

จากปัญหาในข้อนี้ ทางแก้ไขของปัญหานั้น ขอให้ลองหาโปรแกรมที่ชื่อ Lost and Found หรือ recover4all มาใช้ดู (หาได้จากเว็บไซต์; Download.com)
แต่จะกู้ได้ 100% หรือเปล่านั้น ไม่ขอรับรอง...
แต่ผลการทดลองใช้งานดู พบว่า มันสามารถทำการกู้ข้อมูลกลับมาได้พอสมควร
แต่กระนั้น โปรแกรมนี้จะใช้ได้ผลก็ต่อ เมื่อไฟล์นั้น ๆ เพิ่งถูกลบทิ้งไป แต่ถ้าลบทิ้งไป นานแล้วอาจจะไม่ได้คืนมาทั้งหมด หรืออาจไม่สามารถกู้ข้อมูลได้เลย
ฉะนั้นหากเกิดปัญหาลักษณะนี้ ต้องรีบกู้ข้อมูลโดยเร็ว
โดยขึ้นตอนในการกู้จะใช้เวลานานพอสมควร


(ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kulasang.net/webboard/viewthread.php?tid=9268&extra=page%3D1)

Google Products

(Updated: Dec. 23th, 2025)     ข้อมูลด้านล่างนี้ รวบรวมจากหลาย ๆ แหล่ง เช่น จาก Wikipedia จาก Google เอง และจากที่อื่น ๆ  โดย ณ วันที่ post ...

Other, you may be interest