Shogun's Sadism


Shogun's Sadism


---------------------------------------------------------------------------------------------
Year : 1976
Another Title : The Joy of Turture 2: Oxen Split Torturing
Japanese Title : Ushiaki No Kei
Starring : Yusuke Kazato (Yuusuke Kazato), Rena Uchimura, Akira Shioji, Masataka Iwao,

Ryuichi Nagashima (Ryuuji Nagashima), Yusuke Tsukasa (Yuusuke Tsukasa), Tetsuo Fujisawa,
Yasumori Hikita, Mineko Maruhira, Miki Masuda, Kyonosuke Murai, Yoshiaki Yamashita,
Satoru Nabe, Miho Manabe, Akemi Ogikubo
Director : Yuuji Makiguchi
Screenplay : Seiko Shimura (screenplay), Ichiro Otsu (screenplay)

Genre : Horror / Drama
(ภาพยนต์เรื่องนี้ มีฉากรุนแรงมากมาย ไม่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับเด็ก สตรี และคนขวัญอ่อน
ผู้รับชม ควรใช้วิจารณญาณในการชมอย่างยิ่ง)

---------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องราวแรก...
เป็นเรื่องของยุค Tokugawa หรือ Edo ยุคแห่งการล้างบางพวกนับถือคริสเตียน ที่ในยุคนั้นเชื่อว่าเป็นศาสนาแห่งความชั่วร้าย...โชกุนผู้นิยมการทรมานเป็นชีวิตจิตใจ มีนิสัยการกินจิ้งจกเป็นอาหารบำรุงกำลังทางเพศ

วิธีการทรมานของโชกุนก็มีหลากหลาย อาทิ การย่างสด ราวหมูหัน ไก่ย่างรมควัน จับผู้หญิงใส่ตู้ปลากระจกใบใหญ่ แล้วเทงูลงไปทรมาน เป็นโชว์ที่โชกุนและเหล่าขุนนางดูอย่างสนุกสนาน การเอาเท้าของพวกไพร่จับขึงและทุบเล่น ให้กระดูกแหลกละเอียด ราวตำพริกในครกก็ไม่ต่างกัน

เรื่องราวเริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อ พวกทหารในวังจับ Toyo หญิงซึ่งนับถือคริสเตียน และเป็น ผู้หญิงอันเป็นที่รักของ Sasaki Lori ซามูไร ขุนนางนักดาบสุดหล่อแห่งราชสำนัก ลูกน้องของโชกุน มาข่มขืนให้ดูต่อหน้าต่อตา แล้วเอาเลือดบริสุทธิ์ที่หลั่งออกมาดมอย่างชื่นใจ...นอกจากการทรมานทางร่างกายแล้ว เจ้าโชกุนสุดเหี้ยมยังทรมาน Sasaki Lori ทางจิตใจ โดยการจับน้องสาวของ Toyo มา ให้ Sasaki บังคับให้ Sasaki ทรมานเธออีก แต่ Sasaki ไม่ยอมทำตาม บทลงโทษของโชกุน คือ การเอาเหล็กร้อนจี้เข้าไปที่ดวงตาของเด็กสาวคนนั้นอย่างไม่ปราณี หลังจากนั้นหญิงของ Sasaki ก็กลายเป็นเมียของโชกุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Toyo พยายามหนีออกจากวังของโชกุนแต่กลับต้องพบเจอกับพวกทหารไพร่ และถูกจัดการรุมโทรมทั้งด้านหน้าและทวารหลังอย่างโหดเหี้ยม หลังจาก Toyo รู้ตัวเอง ตัวเองไม่มีทางหนี เธอก็ต้องจำยอมกลายเป็นของเล่นทางเพศของโชกุนอย่างจำยอม เจ้าโชกุนจอมโหดยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น จับพ่อแม่ของ Toyo มาตรึงกางเขนต่อหน้าชาวบ้าน และใช้เหล็กแหลมเสียบทะลุเนื้อหนังมังสาของพวกเขาอย่างช้าๆ เป็นการเสียบประจานสุดทรมานที่เหี้ยมโหด หลังจากนั้นก็เผาพวกเขาทั้งเป็น..เป็นพฤติกรรมที่เกินกว่ามนุษย์จะทำได้ นอกจากนั้นการร่วมเพศระหว่าง Toyo กับโชกุนสุดโหด ยังเป็นภาพที่เจ้าโชกุนบังคับให้ Sasaki Lori ต้องมานั่งดูโชว์ร่วมเพศนี้ทุกครั้งร่ำไป

หนึ่งปีต่อมา...

Sasaki Lori ซามูไร ผู้ถูกขับไล่ออกจากราชสำนัก กลับมาแก้แค้นเหล่าโชกุน และพา Toyo หนีไป การตามล่าของโชกุน และการล้างแค้นของ Sasaki จึงเริ่มขึ้นอย่างดุเดือด...ในท้ายที่สุด Sasaki ก็ไม่อาจต้านกำลังทหารของโชกุนได้ เป็นอันต้องถูกจับตายอย่างทรมาน ทั้งการถูกฟันเลือดกระฉูด โดนธนูกระหน่ำยิงใส่ การใช้เหล็กแหลมแทงอย่างไม่ยั้ง และถูกจับลากกับพื้นโดยม้า โชกุนสุดเหี้ยมยังไม่หายโกรธแค้น จับ Toyo ขึงไว้โดยตรึงขา ไว้วัวที่สุดแสนเกรี้ยวกราด ฉีกขาทั้งสองข้างของเธอออกอย่างโหดเหี้ยม ไส้ ตับ ไต ทะลุกออกมากองอย่างน่าอนาท

เรื่องราวในส่วนที่สอง...
เป็นเรื่องในยุคที่ไล่เลี่ยกัน เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Sutezo หนุ่มเซ็งเคร็งผู้อวดตัวร่ำรวยไปเที่ยวในสำนักนางโลมแห่งหนึ่งจนหมดเนื้อหมดตัว ไม่มีเงินจ่าย..ทางเจ้าของสำนักนางโลมจึงให้เจ้า Sutezo ทำงานรับใช้เป็นเวลาหนึ่งปี เจ้าหนุ่ม Sutezo ต้องมาเป็นทาสรับใช้คนในสำนักนางโลม ต้องทำทุกอย่าง ทั้ง ล้างส้วม ซักผ้า ถูพื้น จน Sutezo กลายเป็นมาเป็นคนในสำนักนางโลมที่เห็นเหตุการณ์ พฤติการณ์อันโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นภายในทั้งหมด การลงโทษ การทารุณหลากหลายประเภทตั้งแต่ชนิดอ่อนสุดๆ แต่จิตไม่น้อย อย่างสาวนางโลมตบตีกัน อีกฝ่ายจับอีกฝ่ายขึง แล้วทาน้ำอะไรสักอย่างที่เป็นที่ชื่นชอบของสุนัขตัวน้อยลงไปทั้งตัวของนางโลมผู้ถึงขึง เจ้าหมาน้อย เริ่มใช้ลิ้นโลมเลียไปทั่วร่างกายของนางโลมผู้ถูกขึง ตั้งแต่นมไปจนถึงจุดสังวาสของหญิงสาว จะว่าเป็นการทรมานก็ดี จะว่ามันกลายเป็นความสุขสุดยอดของนางโลมผู้ถูกขึงด้วยก็ว่าได้ (จิตสุดๆ)

ในหอลางโลมแห่งนี้ อย่างที่เรารู้กันดี โสเภณีห้ามท้องเด็ดขาด ! แต่ทว่า เกิดมีโสเภณีคนหนึ่งท้องขึ้นมา วิธีการทำแท้งสุดโหดจึงเริ่มขึ้น ชายฉกรรจ์สี่ ห้าคน รุมทึ้ง ทั้งทุบตี และกระทืบไปที่ท้องของน้องนาง กะให้เด็กในไส้ตายคาท้องกันไป และให้ หญิงแก่ผู้ดูแล เอามือล้วงเข้าไปในช่องคลอด และดึงซากเด็กที่ตายออกมาอย่างเหี้ยมโหด ! และแทนที่จะให้น้องนางผู้นั้นพักผ่อนสาม สี่วัน กลับให้ล้างตัว และทำงานต่อในคืนเดียวกันนั้นเลย...แม่งเหี้ยมสุดๆ ! น้องนางต้องทนรับแขก ระหว่างเธอโดนขย่มอย่างเมามัน เลือดของเธอก็ทะลักออกมาทั้งอวัยวะเพศ และปาก เจ้าลูกค้าผู้มาเที่ยวก็ไม่วายจะสงสาร มันกลับไม่ยอมเสียเงินเปล่า ให้น้องนางหันหลังและใช้วิธีเอาทางทวารหนักแทน...ช่างเหี้ยมโหดเสียยิ่งกะไร

Tami คือชื่อของสาวคนนั้น...แฟนหนุ่มของ Tami พยายามจะพา Tami หนี แต่ก็ถูกจับได้ แฟนหนุ่มถูกจับแขวน เอาโซ่เฆี่ยนตีอย่างหนัก Tami เองก็โดนไปไม่น้อย ทางหัวหน้าสำนักนางโลมสั่งให้ Sutezo ทาสรับใช้ ใช้มีดตัดเจ้าหนูน้อยของแฟนหนุ่ม แต่ Sutezo ไม่ยอม ชายฉกรรจ์ที่อยู่ในหอลางโลม จึงตัดใบหูแฟนหนุ่มของ Tami แล้วจับยัดใส่ปากของ Sutezo ภาพความรุนแรงเริ่มกระหน่ำอีกครั้ง จนทำให้ Sutezo ยินยอมที่ต้องทำตาม เจ้า Sutezo ใช้มีดโกนตัดเจ้าหนูน้อยอย่างช้าๆ ก่อนที่พวกชายฉกรรจ์จะปล่อยมันไป

เรื่องเลวร้ายเริ่มเกิดขึ้น เมื่อ Sutezo ทนไม่ได้กับพฤติกรรมของคนในสำนักนางโลม จึงชวนนางโลมที่เขาสนิทด้วยคือ Sato หนีไปด้วยกัน Sutezo และ Sato ใช้วิธีการหาเงิน คือ ใช้เรือนร่างสุดสวยของ Sato ไปขายตามสำนักนางโลมที่ต่างๆ พอได้เงินมา ทั้งคู่ก็หนีไปหาที่ใหม่อีก แต่แผนการของทั้งคู่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ Sutezo จึงจาก Sato ไป

สาวน้อย Sato จึงต้องออกเดินทางเพียงผู้เดียว หล่อนดันไปยืนไปอนาบริเวณของโสเภณีท้องถิ่นเข้า จึงถูกโสเภณีท้องถิ่นลงโทษ ด้วยการให้ พวกไร้ที่อยู่ พวกเร่ร่อนแถวนั้นข่มขืนเธออย่างหนัก Sutezo กลับใจมาช่วยหล่อนไว้ทัน ทั้งคู่คืนดีกันอีกครั้ง แต่เรื่องราวทั้งหมดยังไม่จบลงง่ายๆ ทั้ง Sato และ Sutezo ถูกจับโดยนักสืบที่ถูกว่าจ้างมาจาก สำนักนางโลมแรกที่ทั้งคู่หนีออกมา ...ฉากสุดโหดทรมานสุดๆ จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง Sato โดนเอาไม้ทิ่มแทง ยัดใส่อวัยวะเพศอย่างไม่ยั้ง แถมยังโดนเอาคีมมาตัดหัวนมสวยๆ ขาดเละคาหน้าอก เรื่องราวจะจบลงอย่างไรนั้น ไม่ต้องเดาให้ยากครับ ลองเสาะหามาดูกันเองดีกว่า...

ต้นตำรับความโหด ก่อนถ่ายทอดสู่รุ่นหลัง...
หนังที่เน้นเรื่องราวของสังคม การเมือง และศาสนา การแบ่งชนชั้นที่รุนแรงในยุคดั่งเดิม นำมาผูกโยงกับวิธีการหลากหลายในการทรมานทาส ไพร่ หรือบุคคลที่เป็นชนชั้นชาวบ้าน ที่ในสมัยนั้นดูถูก เหยียดหยาม ราวกับสัตว์ไร้ค่าตัวหนึ่งก็ว่าได้ Sogun's Sadism ไม่ได้เป็นหนังต้นทุนต่ำสุดโหดอย่างในตระกูลหนังซีรียส์ Guinea Pig แต่กลับทำออกมาเป็นหนังพีเรียด ย้อนยุคสุดซาดิสต์ที่เข้าท่าเอามากๆ

ต้องบอกไว้ก่อนครับ สำหรับผู้นิยมความแหวะ Gore อะไรเทือกนั้น จะบอกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้สนองตัณหาของคุณในแบบนั้นนะครับ แต่เป็นหนังที่สะท้อนถึงวิธีการทรมานในแบบที่เราคาดไม่ถึงได้เลย ว่าในยุคสมัยก่อนจะโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ได้ถึงขนาดนี้ หากต้องการความซาดิสต์ในหนังพีเรียด ที่มีเนื้อหา น่าติดตามล่ะก็...ลองหา Shogun's Sadism มาชำเรากันเอาเอง...


***********************************************
Movie Screenshot





























































































































(ข้อมูลจาก http://www.filmsayong.com/review/q_s/shogun.html)

ตัวอย่างภาพยนต์ (ต้องมีตัวอ่านไฟล์ Flash Video ในเครื่องด้วย)
  • ผมไม่แน่ใจว่า เวอร์ชั่นเยอรมัน ตัวนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันกับ Shogun's Sadism ข้างบนหรือไม่ เพราะดูจากปีที่สร้าง เวอร์ชั่นนี้จะเป็นของปี 1969 ในชื่อ Tokugawa II : Shogun's Sadism แต่ยังไงก็เอาตัวอย่างไปดูกันก่อนครับ





























...

The Return of Bastard Swordman - กระบี่ไร้เทียมทาน 2






มุมมองของผม...
ภาพยนต์ กระบี่ไร้เทียมทาน ภาค 2 การกลับมาของฮุ้นปวยเอี๊ยง
ใครที่เคยได้ชม ละครโทรทัศน์ กระบี่ไร้เทียมทาน และยอดยุทธจักรมังกรฟ้า มาแล้ว
ได้ชมเรื่องนี้ ผมว่า.. รับรองคงจะตาตั้ง และขำก๊าก
เนื่องด้วยตัวเนื้อเรื่อง เรียกได้ว่า ออกทะเลไปกันใหญ่
แล้วกลับกลายเป็นว่า ตัว ฮุ้นปวยเอี๊ยง ตัวละครเอกของเรื่อง กระบี่ไร้เทียมทาน
มาภาคนี้ เกือบจะกลายเป็นแค่ตัวประกอบไปเลย
เพราะน้ำหนักส่วนใหญ่ ไปอยู่ที่หมอดูเทวดา แทน
เข้าใจว่า เรื่องนี้ ผู้สร้าง คงต้องการตามรอยความดัง และความสำเร็จที่ได้รับจากภาค 1
และอาจไม่ทราบว่า จะไปผูกเรื่องอย่างไรดี
ทำให้เรื่องราวในตัวภาพยนต์ ตลกไปกันใหญ่ เพราะมีทั้งเจอนินจาญี่ปุ่น เจอพลังอกกระเพื่อม (วิชากระชากใจ.. เวรกรรม)
ถามว่าสนุกไหมเนี่ยสรุปแล้ว..
ตอบได้ว่า ก็ดูได้เรื่อย ๆ ครับ กับอรรถรสที่แปลกออกไป
แทนที่จะจริงจัง ดุเดือด มันสุด ๆ กลายเป็นว่า มีมุขตลกเป็นระยะ
ก็คลายเครียดไปได้ชั่วครั้ง ชั่วคราวครับ เรื่องนี้...
********************************************




Return of The Bastard Swordman(1984)

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Country : Hong Kong
Year : 1984
Studio : Shaw Brothers
Starring :
Norman Chu Siu Keung, Alex Man Chi Leung, Anthony Lau Wing, Chen Kuan Tai
Goo Goon Chung, Lo Lieh, Kong Do, Lau Siu Kwan, Liu Lai Ling, Sun Chien
(ฉีเส้าเฉียน, หลิวหยง, ว่านจื่อเหลียง, หลิวเซียะหัว, เฉินกวนไท้, กู่กวนจง, ซุนเจี้ยน, Wilson Tong)
Director : Tony Liu Jun Guk
Action Director : Tony Liu Jun Guk, Yuen Tak
Genre : Action, Wire-Fu
Media Type : DVD-5
Region : Zone 3
Video Format : Pal, Wide Screen
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากภาคแรกฉายได้หนึ่งปีภาคต่อก็ตามมา ว่าภาคแรกออกทะเลแล้ว หนังภาคสองที่ใช้ชื่อว่า The Return of Bastard Swordman ถือว่าก้าวหน้าในความมั่วนิ่มไปอีกขั้น เรียกว่าออกทะเลกันไปถึงใจกลางมหาสมุทรเลย หนังเล่าเรื่องวนเวียนอยู่กับความแค้นระหว่างฮุ้นปวยเอี้ยง ต๊กโกบ้อเต็ก โดยมีพวกนินจาญี่ปุ่น สำนึกอีกะ ที่ต้องการมาประการความยิ่งใหญ่ในจีน เป็นตัวยุแยงตะแคงรั่วด้วยการสังหารศิษย์บู๊ตึ้ง แล้วป้ายความผิดให้ต๊กโกบ้อเต็ก โดยเนื้อเรื่องเข้าใจว่าเป็นการเอานิยายกำลังภายในอีกเรื่องมาเติมเข้าไป ซึ่งนิยายเรื่องที่ว่าก็คือ "พยากรณ์ประกาศิต" ของนักประพันธ์ชาวมาเลเซียที่ชื่อว่า อุงสุยอัน (อุนเลี้ยงเง็ก)

หนังใส่มุขตลกเข้าไปมากขึ้น มีเนื้อหาประเภทตามหาหมอเทวดาถึงแม้จะออกทะเลไปบ้างแต่รวมๆ แล้วหนังกลับดูสนุกไปอีกแบบ เพราะหนังมีเนื้อเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ หมอดูเทพ ก็สร้างความแตกต่างจากภาคแรกได้ดี


หนังมีดาราจากภาคแรกเข้ามาพอสมควร แม้กระทั่ง กู่กวนจง กับหลิวหยุน ที่ตัวละครที่ทั้งคู่ตายไปแล้วในภาคแรกก็ยังอุตส่าห์กลับมาใหม่ด้วยตัวละครใหม่ กู่กวนจง เป็นนักฆ่าจากญี่ปุ่น ส่วนหลิวหยุนเป็นหมอดูเทพ ลี้โปวอี ที่มารับบทเป็นคู่หูของพระเอก ว่านจื่อเหลียงกลับมาเป็นต๊กโกบ้อเต็ก ซึ่งกลายเป็นตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในหนังภาคนี้เพราะ ตัวละครที่เค้าเล่นได้แสดงถึงแง่มุมแห่งความอ่อนแอของผู้เข้มแข้งได้น่าสนใจดี


ตัวละครใหม่ที่ค่อนข้างเด่นก็คือ เจ้าสำนักญี่ปุ่นแสดงโดยเฉินกวนไท้ ที่กลายมาเป็นคู่ปรับอันดับหนึ่งของพระเอกในหนังภาคนี้ แต่นอกจากจะไม่แกรงขรามแล้วตัวละครของเฉินกวนไท้ ยังออกแนวฮาโดยไม่ตั้งใจอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในการต่อสู้ เช่น การใช้ดาวกระจายอันใหญ่ยักษ์ หรือ ท่าไม้ตาย "พลังมารกระฉากใจ" ฟังดูโหดเพราะเป็นวิชาที่บังคับการเต้นของหัวใจของศัตรูจนสามารถควบคุมให้หัวใจศัตรูนั้นทะลุออกจากร่างมาได้ แต่สิ่งสิ่งที่ฮาเวลาเฉินกวนไท้ใช้วิชานี้ก็คือ เอฟเฟคที่จะเอาหลอดไฟไปยัดในอกเสื้อเฉินกวนไท้เอง แล้วกระพริบตามจังหวะเต้นของหัวใจ แถมช่วงหลังใช้วิชาแบบรุนแรงเข้าหน้าเสื้อก็จะยุบๆ พองๆ แบบอึ้งอ่าง ดูแล้วฮาแทนที่จะโหดซะอย่างงั้น













ส่วนตัวของพระเอกฮุ้นปวยเอี้ยง กลับมีบทบาทน้อยไปหน่อยโผล่มาบาดเจ็บตอนต้น โดนห่ามอยู่ค่อนเรื่องก่อนจะกลับมามีบทบาทอีกในตอนท้าย น่าจะเป็นเพราะว่าช่วงนั้นตารางการทำงานของฉีเส้าเฉียนค่อนข้างจะรัดตัว น่าจะมีเวลาให้กับหนัง The Return of Bastard Swordman ไม่มากพอ ทำให้บทพระเอกของเค้ามีค่อนข้างเบาบาง และต้องดันให้หลิวหยุนที่มาแสดงเป็นหมอดูเทพ ลี้โปวอี มากลายเป็นพระเอกคู่ด้วย
อาจจะดูเหมือนมีแต่ข้อด้อย แต่จริงๆ แล้ว Bastard Swordman ก็เป็นหนังที่ดูสนุกใช้ได้ โดยเฉพาะถ้าทำใจลืม กับความเชยของหนังไปได้ และมองข้ามข้อด้อยเรื่องการเล่าเรื่องของหนังไปได้ สิ่งที่ทำให้ The Bastard Swordman ดูสนุกและเป็นงานที่น่าจดจำสำหรับยุคสมัยนั้นก็คือ ความสุดขั่วในการสร้างฉากแอ็กชั่นแบบไม่กลัวว่าหนังจะไม่สมจริงสมจัง ไม่ว่าจะเป็นเอฟเฟคการปล่อยแสง ควันสี น้ำแข็งแห้ง อุปกรณ์ประกอบเรื่องแบบแปลกแหวกแนว และบรรดาแอฟเฟคบ้านๆ อีกมากมาย ที่ขนกันมาใช้ แต่ที่เด่นที่สุดก็คือ การใช้ลวดสลิง พูดถึงหนังกำลังภายประเภทที่ใช้ลวดมาช่วยในฉากแอ็กชั่นนั้น ถึงกับมีชื่อเรียกเฉพาะหนังแนวนี้เลยว่า Wire-Fu ส่วนใหญ่หมายถึงหนังที่ใช้ลวดสลิง แบบไม่บันยะบังยัง เหาะเหินเดินอากาศ กันแบบไม่สนใจความสมจริงใดๆ ประเภทการเหาะแล้วเลี้ยวกลางอากาศอะไรทำนองนี้













Bastard Swordman ถือได้ว่าเป็นหนัง Wire-Fu ที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งยุค ฉากต่อสู้บนลวดสลิงในหนังทั้งมากไปด้วยจำนวน และความคิดสร้างสรรค์ เรียกว่าดูสนุกแบบไม่มีเบื่อกันตลอดทั้งเรื่องเลย โดยถ้าเทียบแล้วคิวบู๊ในหนังภาคแรกดีกว่า ภาคสองอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ในปี 1983 - 1984 ที่ Bastard Swordman สร้าง และออกฉายนั้น หนังกำลังภายในของชอว์บราเดอร์กลายเป็นของล้าสมัยไปแล้ว ภาษาหนังที่ดูเชย ฉากในสตูดิโอของชอว์ที่ช้ำเต็มทนแล้ว ถ้าลองเทียบ Bastard Swordman กับหนังแนวเดียวกันที่ฉายในช่วงนั้นอย่าง Death of The Dual (ท้าฟัน, 1982) ถึงแม้จะมีองค์ประกอบบางอย่างคล้ายกัน ดารานำคนเดียวกัน (ฉีเส้าเฉียน) จะพบว่า Bastard Swordman ด้อยกว่าทุกมุมทั้งเทคนิค คิวบู๊ มุมมองใหม่สำหรับหนังแนวนี้ หรืออย่างง่ายๆ แค่ความแตกต่างระหว่างการถ่ายทำ Outdoor กับในสตูดิโอ ก็สร้างความสมจริงให้กับ Death of The Dual มากกว่าหนังรุ่นก่อนๆ ของชอว์บราเดอร์รวมถึง Bastard Swordman แบบมากมายมหาศาลแล้ว เมื่อได้ดู Bastard Swordman แล้วอาจจะต้องยอมรับว่าเมื่อมาถึงวันปิดฉากของหนังกังฟู และกำลังภายในแบบชอว์บราเดอร์ สิ่งเดียวที่ ชอว์สตูดิโอ และแฟนๆ จะทำได้ก็คือต้องยอมรับมัน
Lu Chun-Ku (บางครั้งใช้ชื่อว่า Tony Liu Jun-guk) ถือเป็นผู้กำกับหนังกำลังภายในรุ่นสุดท้ายของชอว์บราเดอร์ก็ว่าได้ ถึงแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรนัก แต่ผลงานของ Lu Chun-Ku ก็ถือว่ามีคุณภาพ และน่าจะได้รับเครดิตในการพยายามแสวงการแนวทางใหม่ๆ ให้กับหนังกำลังภายในของชอว์บราเดอร์ โดยไม่ละทิ้งแนวทางเดิมๆ หนังที่ถือว่าเป็นงานเด่นของเค้าก็เช่น Ambitious Kung Fu Girl (1982), Holy Flame of the Martial World (1983), Secret Service of the Imperial Court (1984)
สำหรับ Bastard Swordman ด้วยคุณภาพของตัวหนังอาจจะอยู่แค่กลางๆ ค่อนไปทางล่าง แต่เพราะความโด่งดังของนิยาย กับหนังทีวีต้นฉบับ บวกกับความน่าสนใจของเอฟเฟค และฉากต่อสู้ Bastard Swordman จึงกลายเป็นงานที่คนอาจจะจำได้มากที่สุดของผู้กำกับท่านนี้ไปโดยปริยาย

link ที่เกี่ยวข้อง :
































































...


Bastard Swordman (กระบี่ไร้เทียมทาน)







กระบี่ไร้เทียมทาน ในภาคละครโทรทัศน์ นับเป็นความทรงจำในสมัยเด็กที่ดูสนุก
และความสนุกนั้น น่าจะยังคงถูกฝังอยู่ในความทรงจำ
หากไม่ได้มีโอกาสมาชมอีกครั้งในแบบ VideoCD ซึ่งเมื่อเติบใหญ่ขึ้น วัยที่สูงขึ้น มุมมองที่เปลี่ยนไป
การพบพานกับเทคโนโลยีด้านภาพสมัยใหม่หลาย ๆ อย่าง ที่ผ่านสายตา และการรับรู้
ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ค่อยสนุกเหมือนอย่างเคย เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ เรื่องที่ได้ชมอีกครั้ง
รวมถึง อุ้ยเสี่ยวป้อ ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น
สาเหตุอีกประการหนึ่งที่พบ น่าจะเป็นไปได้ว่า
ส่วนหนึ่งมาจากการที่ VideoCD ที่นำมาทำขายใหม่นั้น มีการตัดทอนออกไปหลายฉาก
และเป็นแบบนี้ แทบทุกเรื่องที่พบ
กลับมาที่ กระบี่ไร้เทียมทาน เมื่อมาได้ชมฉบับภาพยนต์
กลับพบว่า มีการเปลี่ยนเส้นเรื่องไปบางส่วน อรรถรสที่ได้จากการเสพเปลี่ยนไปจากประการนี้ด้วยส่วนหนึ่ง
ท่าทางการแสดงของตัวละครในเรื่อง เปลี่ยนไปเช่นกัน
ง่าย ๆ คือ การรวบรวม และปล่อยพลังไหมฟ้าของฮุ้นปวยเอี๊ยง ในหนังใหญ่นี้
สวิงสวายอยู่พอสมควร นับว่าได้อีกอรรถรสหนึ่งจริง ๆ ที่ต่างจากละครโทรทัศน์
แต่ทั้งนี้ ผมว่า ละครโทรทัศน์ที่ดูในสมัยเด็ก แม้จะเป็นฉบับเดียวกับที่ออกขายเป็น VideoCD
เรียกง่าย ๆ ว่า เป็นเวอร์ชั่นที่อยู่ในเสี้ยวหนึ่งของสมอง ... สนุกที่สุดแล้วล่ะครับ...
*******************************************

Bastard Swordman - กระบี่ไร้เทียมทาน
(1982)


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Country : Hong Kong
Year : 1983 (Hong Kong)
Studio : Shaw Brothers
Starring :
Norman Chu Siu Keung, Anthony Lau Wing, Alex Man Chi Leung, Kwan Feng, Lo Meng,
Goo Goon Chung, Candy Wen Xue Er, Yuen Qiu, Wong Yung, Lau Suet Wah
Director : Tony Liu Jun Guk
Action Director : Yuen Tak, Tony Liu Jun Guk
Genre : Action, Wire-Fu
Media Type : DVD-5
Region : Zone 3
Video Format : Pal, Wide Screen
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กระบี่ไร้เทียมทาน (天蚕变) แต่งโดย เป็นงานเขียนที่ดีที่สุดของ "อีงเอ็ง" (黄鹰) เหยี่ยวอำพันผู้ล่วงลับ ที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างเป็นภาพยนตร์ทางจอแก้วโดยเฉพาะ สร้างโดยบริษัท ATV ของฮ่องกงในปี 1978 มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Reincarnated" มีดาราชั้นนำในยุคนั้นนำแสดงหลายคน อาทิเช่น ฉีเส้าเฉียน (ฮุ้นปวยเอี้ยง), เหมียวเข่อซิ่ว (ต๊กโกวหงส์), หม่าเหมียนเอ๋อ (ลุ้นอ้วงยี้) และหวีอันอัน (โป่วเฮียงกุน) เป็นภาพยนตร์ที่ปลุกกระแสความนิยมภาพยนตร์จีนกำลังภายในในยุค 80

(ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/)


Bastard Swordman ก็คือเวอร์ชั่นหนังใหญ่ของหนังทีวีกำลังภายในที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ "กระบี่ไร้เทียมทาน" จากบทประพันธ์ของ อึ้งเอ็ง กระบี่ไร้เทียมทาน เล่าเรื่องที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เด็กรับใช้ ในสำนักบู๊ตึ้งชื่อว่า "ฮุ้นปวยเอี้ยง" ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสำนักบู๊ตึ้งอย่างต้อยต่ำ และกล้ำกลืนฝืนทน ทำงานสกปรกอย่างเลี้ยงหมู ถูกกลั่นแกล้งสารพัดนานาจากบรรดาศิษย์บู๊ตึ้งคนอื่นๆ แต่แท้จริงแล้ว ฮุ้นปวยเอี้ยง ได้รับการฝึกฝนของสำนักจนกลายเป็นยอดฝีมือโดยบุรุษชุดดำไร้ที่มีอยู่ทุกคำคืน แม้แต่ฮุ้นปวยเอี้ยงก็หาทราบไม่ว่าอาจารย์ในชุดดำคนนี้เป็นใคร แท้จริงแล้วท่านก็คือ เจ้าสำนักบู๊ตึ้งคนปัจจุบัน เชียะซ้ง ที่จริงๆ แล้วเป็นบิดาของฮุ้นปวยเอี้ยง ซึ่งเป็นความจริงที่แม้แต่ตัวฮุ้นปวยเอี้ยงยังไม่ล่วงรู้
กระบี่ไร้เทียมทานยังมีเนื้อเรื่องที่หน้าสนใจอีกมากมาย ทั้งความขัดแย้งอันยาวนานระหว่างสำนักบู๊ตึ้งกับสำนักบ้อเต็ก สืบเนื่องจากมาจากความขัดแย้งส่วนตัวของเจ้าสำนักของทั้งสองสำนัก เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าโป่วเง็กจือทายาทหุบเขาสำราญ พรรคมารที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต ที่แอบแฝงตัวมาเป็นศิษย์บู๊ตึ้งเพื่อทำลายสำนักธรรมะอันดับหนึ่ง การผจญภัยของฮุ้นปวยเอี้ยงหลังจากถูกใส่ความว่าเป็นคนสังหารเจ้าสำนัก จนกระทั่งสำเร็จวิชาไหมฟ้า และกลายเป็นยอดฝีมือ
แต่สิ่งสร้างความน่าประทับใจให้กับกระบี่ไร้เทียมทานก็คือ พร็อตที่ว่าด้วยความรักฉันชู้สาว ระหว่างพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ของฮุ้นปวยเอี้ยง กับน้องสาวต่างมารดา ต๊กโกหงส์ ถึงแม้จะเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างหมิ่นแหม่ต่อศีลธรรม ในระดับที่เรียกว่าสูงกว่าความรัก ศิษย์อาจารย์ใน มังกรหยก จอมยุทธอิททรีหลายเท่าเลยด้วยซ้ำ แต่กระนั่นส่วนนี้ก็กลายเป็นส่วนที่สร้างความสะเทือนใจให้กับเรื่องเป็นอย่างยิ่ง ช่วยให้ กระบี่ไร้เทียมทาน เป็นนิยายกำลังภายในที่น่าจดจำเรื่องหนึ่งแห่งยุคเลย
กระบี่ไร้เทียมทานถูกสร้างโดยสถานีโทรทัศน์ ATV เมื่อปี 1978 ในชื่อภาษาอังกฤษว่า Reincarnated หนังประสบความสำเร็จอย่างสูงมาก เหตุหนึ่งก็เพราะว่าบทประพันธ์ค่อนข้างเหมาะสมต่อการดัดแปลงเป็นหนังทีวี (เข้าใจว่าผู้แต่ง แต่งเรื่องเพื่อสร้างเป็นหนังทีวีโดยเฉพาะ) ตัวละคร และเหตุการณ์ไม่มากจนเกินไป ประกอบกับมีงานสร้าง และการถ่ายทำที่อยู่ในขั้นดีมากเรื่องหนึ่งในยุคนั้นช่วยให้กระบี่ไร้เทียมทานเป็นหนังกำลังภายในที่ดูดีมีราคาที่สุดเรื่องหนึ่ง
ส่วนสำคัญอีกอย่างของหนังก็คือ กลุ่มดาราที่ดูจะเหมาะสมลงตัวเหลือเกิน เช่นสองนางเอก เหมียวเข่อซิ่ว และหวีอันอัน แต่คนที่โดดเด่นที่สุดก็คือคนที่มารับบทฮุ้นปวยเอี้ยง ฉีเส้าเฉียน ด้วยฝีมือการแสดง บวกกับบุคลิคเข้มแบบ Bad Boy ก็ช่วยให้เค้ากลายเป็นฮุ้นปวยเอี้ยงที่สมบูรณ์แบบ และกลายเป็นซุปเปอร์สตาไปหลายปีหลังจากนั้น
หลังจากกระบี่ไร้เทียมทานประสบความสำเร็จแบบที่ไม่เคยมีหนังทีวีเรื่องไหนทำได้มาก่อน กลายเป็นเครื่องมือทำเงิน และสร้างชื่อเสียงให้กับบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับงานนี้ทุกคน จนกระทั่งปี 1983 ทางชอว์บราเดอร์คงเห็นลู่ทางการทำเงินหนังได้ฮุ้นปวยเอี้ยงต้นฉบับอย่าง ฉีเส้าเฉียน ในบทนำ ผลที่ออกมาค่อนข้างก่ำกึ่ง เป็นงานที่ยากที่จะตัดสิน เพราะหนังกระบี่ไร้เทียมทานเวอร์ชั่นชอว์ที่ใช้ชื่อว่า Bastard Swordman นั้นเป็นหนังที่เรียกได้ว่าคือ "หนังห่วย ที่ดูสนุก ไม่ประทับใจ แต่ยากที่จะลืม"
Bastard Swordman เล่าเรื่องได้ใกล้เคียงกับนิยายต้นฉบับ และหนังทีวี เท่าที่หนังความยาวชั่วโมงครึ่งพอจะเท่าได้ เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮุ้นปวยเอี้ยงอยู่ในบู๊ตึ้ง การประลองของแชซ้ง และต๊กโกบ้อเต็ก ฮุ้นปวยเอี้ยงโดนใส่ความ โดนทำร้ายบาดเจ็บสาหัสและสำเร็จวิชาใหมฟ้า โดยมีการต่อสู้ของฮุ้นปวยเอี้ยงกับ โปวเง็กจื่อ (หลิวหยุน) เป็นจุดไครเม็กซ์ของเรื่อง
ถึงแม้จะดูเคารพบทประพันธ์พอสมควร แต่นั้นก็กลายเป็นปัญหาของ Bastard Swordman ไปด้วย เนื้อเรื่องมากเกินไป ตัวละครมากเกินไป ทำให้การเล่าเรื่องดู เป็นเพียงการบอกเนื้อเรื่องแบบฉาก ต่อฉาก ไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้คนดูได้ การกระทำของตัวละครก็ดูไม่น่าเชื่อถือ และไร้มิติ มีตัวละครประเภทเลวสุดขั่ว และดีโดยไร้เหตุผลเต็มไปหมด ผู้สร้างยังตัดสินใจตัดตัวละครนางเอกที่คนดูรักอย่างโป่วเฮียงกุนออก ส่วนต๊กโกหงส์ก็ถูกลดบทบาทลง (พร็อตที่ว่าด้วยความรักระหว่างพี่น้องถูกตัดออกไป) และดันตัวละครที่ชื่อว่าลุ้นอ้วงยี่ขึ้นเป็นางเอกของเรื่องแทน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกรึเปล่าเพราะหนังขาดอารมณ์อ่อนไหว โรแมนติกที่มีอยู่ในหนังทีวี และนิยายไปจดหมด














ฉีเส้าเฉียนทำหน้าที่ได้ดีทั้งการแสดง และคิวบู๊ แต่เนื่องจากเป็นบทเดิมที่เค้าเคยได้รับมาแล้ว การแสดงของฉีเส้าเฉียนจึงไม่มีอะไรใหม่มาเซอร์ไพรซ์คนดูมากนัก คนที่เด่นกลายเป็นหลิวหยุน ที่แสดงเป็นโปวเง็กจื่อ ด้วยบทที่มีสีสรรค์บวกกับหน้าตาหล่อเหล่า บุคลิกดี ทำให้หลิวหยุนดูจะกลายเป็นจุดเด่นในทุกๆ ฉากที่เค้าออกมา ว่าจื่อเหลียงมาแต่งแก่เป็นต๊กโกบ้อเต็กได้มันดี ส่วนตัวละครอื่นๆ ค่อนข้างแห้งแล้ง และไม่น่าสนใจ ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ กู่กวนจง ที่แสดงเป็นศิษย์บู๊ตึ้งที่ชื่อว่าแบ๊ะเจี้ย ตามบทก็คงไม่มีอะไรเด่นมากมายนัก แต่ใครเคยดูกระบี่ไร้เทียมทานเวอร์ชั่นหนังทีวีคงพอจะเจ้าได้ว่า กู่กวนจง คนนี้เองที่เคยมารับบทเป็นฮุ้นปวยเอี้ยง เมื่อฉีเส้าเฉียนถอนตัวไป

(ข้อมูลจาก http://www.geocities.com/jump20aus/shaw/bastardsw.htm)



เวปไซต์ที่เกี่ยวข้อง :










...

Ichi The Killer


Ichi The Killer /Koroshiya1
(2001)
มุมมองของผม... นักฆ่าชื่ออิชิ หนังเรื่องนี้ สำหรับคนดูหนังแค่พอผ่าน คงไม่รู้จักกันสักเท่าไร แต่ถ้าเป็นแฟนหนังเฉพาะกลุ่ม หรือที่เรียกว่า หนังคัลท์ (Cult) ของผู้กำกับท่านนี้แล้ว คงรู้จักกันดี และคงอยู่ในความทรงจำอย่างแน่นอน ทาคาชิ มิอิเกะ ทำเรื่องนี้ออกมาได้ประทับใจจอร์จจริง ๆ ครับ ว่าไปแล้ว ตัวหนังมีเกือบครบรสทีเดียว ทั้งความรุนแรง บู๊ ตลก เศร้า อิโรติก ในส่วนของความรุนแรง ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องนี้มีให้ดูตลอดทั้งเรื่อง เรียกได้ว่า ความรุนแรง ฉากที่แสดงออกถึงความเจ็บปวด มีทั้งเรื่องจริง ๆ เรียกว่า เป็นแกนหนังของเรื่องเลยแล้วกัน เป็นแนวประมาณว่า รุนแรงจนดูเกินความจริงไปเลย ซึ่งก็ดีตรงที่เราดูก็น่าจะรู้ได้เลยว่า "มันโอเวอร์ไปว่ะ ไม่มีทางเป็นจริงแน่ ๆ " ส่วนความตลก เป็นแนวตลกร้ายที่เจือไปเรื่อย ๆ ประปรายกับตัวเรื่อง อาจไม่ถึงกับก๊าก แต่ก็พอทำให้ความรุนแรงลดโทนลงได้บ้างในบางฉาก มุมของความเศร้า มีบาง ๆ น้อยมากเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับรสชาติอื่น ๆ ในเรื่อง แต่ก็พอมีให้เห็นมุมความเก็บกดของตัวเอกของเรื่อง ส่วนอิโรติก หรือฉากโป๊ ๆ มีเจือไปตลอดเรื่องเช่นกัน หนังเรื่องนี้ สร้างมาจากอะนิเมะ (Anime) อีกทีครับ เลยดูแรงจนโอเวอร์คล้ายการ์ตูนไปเลย แต่ถึงจะสร้างมาจากการ์ตูน ต้องบอกเลยว่า เป็นการ์ตูนที่ไม่ได้เหมาะสำหรับเด็กเลย และหนังเรื่องนี้ที่ดัดแปลงมา ถึงจะดูว่าเกินเลยจากความเป็นจริง แต่บอกตรงนี้เลยว่า ไม่ได้เหมาะอย่างยิ่งเลยที่เด็ก หรือคนใจอ่อนจะหามาดู จริง ๆ นะตัว.. อิชิเตือนแล้วนะ....
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Year : 2001 (Japan)
Starring : Tadanobu Asano (Kakihara), Nao Omori (Ichi), Shinya Tsukamoto (Jijii),
Paulyn Sun (Karen), Susumu Terajima (Suzuki), Shun Sugata (Takayama),
Toru Tezuka (Fujiwara), Yoshiki Arizono (Nakazawa), Kee (Ryu Long),
Satoshi Niizuma (Inoue), Jun Kunimura (Funaki)
Director : Takashi Miike
Screenplay : Sakichi Sato, Hideo Yamamoto (ผลงานการ์ตูน)
Base from Author : Hideo Yamamoto
Genre : Crime/Action/Horror/Thriller

(ภาพยนต์มีฉากรุนแรงมากมาย ไม่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับเด็ก และสตรีมีครรภ์ หรือคนขวัญอ่อน)
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



เรื่องย่อ... เมื่อหัวหน้าแก็งก์อันโจหายตัวไปพร้อมกับเงิน 300 ล้านเยน มือขาวของแก็งก์อย่าง คาคิฮาร่า(อาซาโน่) จึงต้องออกสืบเรื่องราวทั้งหมดจนกระทั้งพบว่า หัวหน้าแก็งก์ของเค้าตายแล้วโดยถูกนักฆ่าผู้ลึกลับที่ชื่อว่า "อิจิ" (Ichi : ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า "1" ครับ) นักฆ่าที่เปลือกนอกเป็นเพียงเด็กขึ้ขลาด ท่าทางอ่อนแอ ถูกรังแกมาตั้งแต่เด็ก และไม่มั่นใจในตัวเอง เป็นคนฆ่า เจ้านักฆ่า คาคิฮาร่า (Kakihara The Killer) จึงต้องออกมาล่าอิจิ (Ichi The Killer) ศึกระหว่างยากูซ่าสุดโหด และนักฆ่าหน้าละอ่อนจึงระเบิดขึ้น หนัง Psycho Thriller/Horror เน้นแนว Action ที่เกินจริงจากการสร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ที่ดูจะตั้งใจให้มันเวอร์ตามแนวต้นฉบับที่เป็นการ์ตูน ต้องบอกไว้ก่อนครับว่า หนังโรคจิต ซาดิสต์ มาโซคิสต์เรื่องนี้ โหดได้เรื่อง...ทั้งฉาก Sex กระทำชำเรา ทุบที ทรมาน ฆ่า เลือด หั่น ชำแหละ มีหมดครบสูตรตามสไตล์ยากูซ่า

หากต้องการดูได้อรรถรสเต็มที่ก็ต้องหาหนังที่เป็น Uncut Version ที่เป็นสองแผ่นนะครับ แผ่นหนึ่งจะเป็นหนังแบบไม่เซ็นเซอร์ ซึ่งถ้าเป็นเวอร์ชั่นลิขสิทธิ์ที่ทำออกขายในไทย จะถูกเซ็นเซอร์ฉากเด็ดๆ เพียบ (เท่าที่ทราบมาจากผู้ที่ดูเวอร์ชั่นลิขสิทธิ์ จะเป็นฉากตัดลิ้น, ฉากทรมานข่มขืนสาว ฉากทำออรัล เซ็กส์ และอีกหลายตอนที่เป็นผลงานของอิจิ ถูกตัดออกด้วยครับ) อีกแผ่นจะเป็นเบื้องหลัง มีทั้งบทสัมภาษณ์ผู้กำกับ นักแสดง ประวัติของ Takashi Miike , Tsukamoto, Asano มีอยู่อย่างละเอียดครับ ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ ลองติดตามดูได้
ด้านผู้สร้าง: Takashi Miike คงไม่ต้องสรรเสริญกันแล้วสำหรับผู้กำกับคนนี้ หากใครได้ติดตามอ่านรีวิวในเว็บนี้ ก็คงจะทราบว่าผลงานเจ๋งๆ ของเขามีอะไรบ้าง ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ Takashi ทำออกมาได้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนเมื่อเทียบกับผลงานของเขาในเรื่องอื่นๆ
สำหรับ Ichi The Killer นี้ถูกนำมาสร้างจากการ์ตูนผลงานของอาจารย์ Hideo Yamamoto
(ในเวอร์ชั่นการ์ตูน animation เฮีย Takashi Miike ก็ไปช่วยพากษ์ในบทของ Kakihara ด้วย)
และมีคนมาช่วยเขียนบทอีกคนคือ Sakichi Sato นักเขียนคนนี้สร้างชื่อเอาไว้หลายเรื่องครับ นอกจากเป็นนักเขียนแล้วเขายังเป็นนักแสดงอีกด้วย หนังจำพวกยากูซ่าทั้งหลาย เขามักจะไปแจมๆ ด้วย อย่างหนังฮอลิวู๊ด Kill Bill ภาคแรก, รัก น้อย นิด มหาศาล หรือ Last Life in the Universe หนังฝีมือผู้กำกับเป็นเอก รัตนเรือง เฮีย Sato และ เฮีย Takashi Miike แกก็ดันไปขอแจมเป็นยากูซ่าในเรื่องนี้อีกด้วย (เจ๋งจริง) สำหรับนักแสดง: ก่อนอื่นต้องขอพูดยกย่องน้า Shinya Tsukamoto นักแสดง/ผู้กำกับ ที่ Takashi Miike ให้ความยกย่องเป็นการส่วนตัว (ลองหาบทสัมภาษณ์ของ Miike ที่พูดถึง Tsukamoto มาดูกัน) ได้รับเชิญมาแสดงในเรื่องนี้ ในบทของเฮียจีจิ นักสะกดจิตและนักกล้าม (ที่สร้างจากคอมพิวเตอร์) คอยสั่งงานและปั่นหัว อิจิ นักฆ่าหมายเลข 1 มาตั้งแต่เด็ก น้า Tsukamoto แกแสดงหนังและกำกับหนังมาเพียบครับ หนังที่แกเป็นผู้กำกับเอง แกก็แสดงเองด้วย ถือได้เป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังคัลต์คนหนึ่งของญี่ปุ่นที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับผู้กำกับชื่อดัง David Lynch อีกด้วย หนังเด็ดๆ ของน้าแกที่มีทั้ง Thriller/Horror มักแฝง Drama เข้าไปในหนังได้อย่างกลมกล่อม (ลองไปหาดูได้ครับ เช่น Tetsuo, Tetsuo II, Vital-เรื่องนี้อาจจะน่าเบื่อหน่อยนะ) มาถึงบทตัวเอก Kakihara รับบทโดย ทาดาโนบุ ฮาซาโน่ ยากูซ่าจอมโหด ซาดิสต์ โรคจิต ชอบการทรมาน และถูกทรมานเป็นชีวิตจิตใจ ผมว่าคนไทยน่าจะรู้จัก ฮาซาโน่กันพอสมควรแล้ว ทั้งเรื่อง รัก น้อย นิด มหาศาล (Last Life In the Universe) และ Invisible Waves หนังปีนี้ที่เพิ่งเข้าฉายไป คงประจักษ์ในฝีมือของหนุ่มคนนี้กันแล้ว รางวัลเพียบ: Ichi The Killer ได้รับรางวัลและถูกเสนอชื่อเข้าชิงเพียบครับ: รางวัลอันดับที่สาม จาก Fant-Asia Film Festival สาขา Fantasia Ground-Breaker Award (Takashi Miike) ปี 2003 ชนะเลิศจาก Fantafestival สาขา Best Special Effects ปี 2002 ชนะเลิศจาก Japanese Professional Movie Award สาขา Best Director (Takashi Miike) และสาขา Best Film ปี 2002 ชนะเลิศจาก Mainichi Film Concours สาขา Best Supporting Actor (Shinya Tsukamoto) ปี 2003 ชนะเลิศรางวัล Jury Award (Takashi Miike) จาก Neuchatel International Fantasy Film Festival ปี 2002
(ข้อมูลจาก http://www.filmsayong.com/review/g_i/ichi.html)

**********************************





















**********************************
    

Google Products

(Updated: Dec. 23th, 2025)     ข้อมูลด้านล่างนี้ รวบรวมจากหลาย ๆ แหล่ง เช่น จาก Wikipedia จาก Google เอง และจากที่อื่น ๆ  โดย ณ วันที่ post ...

Other, you may be interest